ตำนานพ่อตาโต๊ะเเซะ
Text size:
By สิริพงษ์ มุกดา
Bookmark and Share

ทุกห้วงคำนึงเเห่งความทุกข์ ความสิ้นหวัง มันช่างกัดกร่อนจิตใจของมนุษย์ สิ่งหนึ่งซึ่งสามารถบรรเทาจิตใจดั่งยาวิเศษ เเละอยู่เคียง ข้าง กับรากเหง้าความเป็นไทยเสมอมา ก็คือ สิ่งศักสิทธิ์ เเม้สิ่งนี้ไม่ได้ถูกพิสูจน์คุณค่าด้วยหลักวิชาการหรือนวัตกรรมอันล้ำหน้าก็ตาม ทว่าจากการที่ สิ่งศักสิทธิ์ อยู่ยงคงกระพันมาเเสนนาน เเละไม่เคยต้องพลัดพรากไปจากวัฒนธรรมของคนไทย ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า เเก่นเเท้ของสิ่งนี้คืออะไร คอลัมน์ย้อนรอยในฉบับนี้ขอนำเสนอ "ตำนานพ่อตาโต๊ะเเซะ" สิ่งศักสิทธิ์เเห่งเมืองภูเก็ต


พ่อตาโต๊ะเเซะ มีทั้งหมด 3 องค์ ได้เเก่ พ่อตาโต๊ะแซะขาว พ่อตาโต๊ะแซะดำ พ่อตาโต๊ะแซะแดงรูปพ่อตาโต๊ะแซะ เชื่อกันว่าในอดีต เป็นผู้บุกเบิกตั้งชุมชนในภูเก็ต คือ อิสลามสามพี่น้องที่แล่นเรือไม้จากมาเลเซีย และอินโดนีเซียมาขึ้นบก แล้วแยกย้ายเอาธัญญาหารหาญต่างๆ ไปปลูกขยายพันธุ์อยู่คนละที่และในที่สุดได้กลายเป็น “โต๊ะ” หรือ เจ้าพ่อเจ้าแม่ แบ่งเขตคุ้มครองคนละแดน บนเกาะแห่งนี้ โดยมี โต๊ะยา ซึ่ง เป็นเจ้าแม่อยู่หาดสุรินทร์ กมลา ทางตะวันตกของเกาะภูเก็ต ส่วนโต๊ะแซะ เป็นเจ้าของที่อยู่ในเขตตลาดของอำเภอเมือง และมีศาลให้คนมากราบไหว้ ขณะที่โต๊ะพระแทว น้องสุดท้องดูแลอำเภอถลาง ก็มีศาลอยู่ที่เขาพระแทว

ชาวภูเก็ตได้เล่าสืบต่อกันมาอีกว่า “นายโต๊ะแซ่” เป็นชาวชวา ผู้บำเพ็ญศีลอย่างเคร่งครัด และเดินทางมาธุดงค์ถึงภูเก็ตเมื่อประมาณ 100 ปีเศษมาแล้ว และเลือกยอดเขาโต๊ะแซะเป็นที่อยู่จำศีลภาวนา ผู้คนที่ผ่านไปมาเห็นนายโต๊ะแซ่ในระยะห่าง เข้าใจว่าเป็นเทพจึงเล่าต่อกันมา และมีบ่อน้ำบนยอดเขาที่ประชาชนนับถือว่าเป็นน้ำศักสิทธิ์ จึงนำไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จนเป็นที่ร่ำลือกันว่า “โต๊ะแซ่” เป็นผู้มีวิเศษ มีวิชาอาคม สามารถช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยาก ต่อมาเขาได้หายสาบสูญไป แต่ชื่อเสียงยังคงอยู่ จนชาวบ้านตั้งชื่อเขาลูกนี้ว่าเขาโต๊ะแซ่ ต่อมาชื่อนี้ได้เพี้ยนเป็น “โต๊ะแซะ” จนถึงทุกวันนี้

ศาลพ่อตาโต๊ะแซะเมื่อสิ่งที่เราเคารพบูชานั้นมีความเป็นนามธรรม จึงต้องทำการสร้างความเป็นรูปธรรม ที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัส ทำให้เกิดการสร้าง ศาลเจ้าพ่อโต๊ะแซะ ขึ้นมาด้วยความศรัทธา ศาลแรก ดั้งเดิมตั้งอยู่บนถนนสุทัศน์ ตรงข้ามกับวัดแขก ภายในศาลประดิษฐานรูปหล่อของโต๊ะแซะ โดยมีพญางูตั้งอยู่เคียงข้าง ศาลดังกล่าว มีขนาดเล็กและผู้คนที่ไปสักการะก็มีไม่มาก เมื่อเทียบกับศาลใหม่บนเชิงเขาโต๊ะแซะ ซึ่งภายในศาลนอกจากจะมีรูปหล่อของโต๊ะแซะขาวแล้ว ยังมีโต๊ะแซะดำ และโต๊ะแซะแดงอีกด้วย

ศาลเจ้าพ่อโต๊ะแซะจะมีงานเซ่นบวงสรวงในเดือน 6 เป็นประจำทุกปี โดยมีการ ประทับทรงและเซ่นไหว้ เครื่องเซ่นของเจ้าพ่อฯ ประกอบด้วยพริกแดง 9 ดอก หมากพลู 9 คำ ยาเส้นใบจาก 3 ห่อ ดอกไม้ 3 กำ พวงมาลัย (ดอกไม้สีเดียว) 3 พวง ผลไม้ ข้าวเหนียวขาว และข้าวเหนียวเหลืองพร้อมไก่ปิ้ง เหล้า ส่วยเนื้อหมูห้ามนำเข้าศาลเด็ดขาด คนในตัวเมืองภูเก็ตบางคนยังคงศรัทธาโต๊ะแซะ ถือเป็นที่พึ่งสุดท้าย หากมีเรื่องทุกข์ร้อน และบนบานสำเร็จลุล่วงไปได้ ก็จะถวายพริก 2-3 หาบ และไข่ไก่ 100 ฟอง โดยนำพริกแดงมาร้อยที่ก้านธูปหรือทางมะพร้าว ทำทีว่าเป็นหาบ ส่วนไข่ก็นำมา ร้อยเชือกเป็นเคล็ดว่าร้อยฟอง


เหตุการณ์ปาฏิหาริย์ที่เชื่อว่าเกิดจากความศักสิทธิ์ของ พ่อตาโต๊ะเเซะ เเละเป็นข่าวโด่งดังก็คือ การรอดชีวิตของชายชาวประมงคนหนึ่ง ที่ได้ถูกคลื่นพัดไปติดเกาะร้าง หลังจากเขาได้ออกเดินเรือไปผจญกับพายุ สภาพร่างกายของเขาบอบช้ำจากการกระแทกกับก้อนหิน ไม่สามารถที่จะเดินไปไหนได้ ต้องอาศัยนอนอยู่ในป่าบนเกาะ บริเวณที่อาศัย นั้นมีสัตว์ป่า นานาชนิดไม่ว่าจะเป็นงู สัตว์เลื้อยคลานต่างๆ และไม่ได้กินอะไรเป็นอาหารเลยเป็นเวลา 5 วัน กินเพียงน้ำที่ไหลออกมาจากซอกหินเท่านั้น เขาคิดว่า คงหมดหวังที่จะได้กลับ หากยังไม่มีใครช่วยเหลือก็จะกระโดดหน้าผาเพื่อฆ่าตัวตาย ก่อนที่ความหวังจะหมดสิ้น เขาก็ได้บนพ่อตาโต๊ะแซะ ซึ่งเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนภูเก็ตเคารพนับถือขอให้รอดชีวิตกลับมาเพื่อดูแลครอบครัว ในที่สุดหน่วยเรือตำรวจน้ำภูเก็ต ได้พากันมาช่วยเขาได้ ทั้งๆ ที่เกาะร้างนี้ ไม่ได้อยู่ในแผนที่เลย แต่ก็สามารถหาเขาจนพบ เมื่อขึ้นฝั่งได้ ตัวเขาก็รีบไปกราบเเก้บนพ่อตาโต๊ะแซะทั้งสามองค์

สถานะของสิ่งศักสิทธิ์คงอยู่ได้ด้วยแรงศรัทธาจากผู้ที่เคารพสักการะ ภาพผู้คนที่แวะเวียนมาถวายเครื่องเซ่นไหว้ และสวดอธิษฐานร้องขอสิ่งที่ตนเองต้องการ แล้วลาจากไปด้วยนัยน์ตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง จากศาลเจ้าพ่อตาโต๊ะแซะ เป็นภาพที่คุ้นชินของชาวภูเก็ตมายาวนานและไม่มีทีท่าว่าจะแปรเปลี่ยนไปจากนี้ สภาพสังคมในลักษณะที่ไม่พยายามตั้งคำถามกับความ “เคลือบแคลง” แต่เลือกที่จะศรัทธาด้วย “ความเชื่อ” เช่นนี้ คงเป็นอีกรูปแบบของวัฒนธรรมที่เวลาเท่านั้นจะสามารถจำกัดความหมายได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยต้องการสิ่งศักสิทธิ์เป็นที่พึ่งทางจิตใจเสมอมา

ที่มา : นิตยสารภูเก็ตบูลเลทินVol.7 No.82 March 2009




 เรื่องอื่น ๆ




บ่าว
15 มิถุนายน 52 15:58
เขียนดี๊ ดี ดี ดีจังเลย เพื่อนผมเขียนเอง
1

เบิร์ด
19 มิถุนายน 52 10:25
น่านับถือมาก
2

MuuD
21 ตุลาคม 52 11:44
อิสลามไม่กราบไว้เจว็ดนะครับ และไม่มีการธุดงค์ถือศิลภาวนา แล้วทำมัยเอาเหล้าไปเซ่นไหว้ละ อิสลามถือว่าเหล้าคือบาปใหญ่นะครับ
3

กอล์ฟ
23 กุมภาพันธ์ 53 11:59
ท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นอยู่กับความศรัธทา ของแต่ละท่าน
4

ลูกยกโต๊ะเเซ๊ะดำหน้าดำ
7 เมษายน 54 23:33
ที่เขียนมาไม่จริงคับอันโต๊ะเเซ๊ะมีมากมายหลายองค์เเบ่งเป็น3องค์ใหญ่คือ 1 โต๊ะเเซ๊ะขาว1.1โต๊ะเเซ๊ะขาวมีงูอยู่ที่คอ 1.2โตุ๊ะเเซ๊ธขาวมีงูอยู่ที่มือ 1.3โต๊ะเเซ๊ะขาวมีงูอยู่ที่หน้าตัก 2โต๊ะเเซ๊ะเเดง 2.1โต๊ะเเซ๊ะเเดงถือดีปี 2.2โต๊ะเเซ๊ะเเดงขี่เสือ 2.3โต๊ะเเซ๊ะเเดงนั้งอยู่บนเก้าอี้ 3โต๊ะเเซ๊ะดำ 3.1โต๊ะเเซ๊ะดำขี่เสือดำหน้าดำ 3.2โต๊ะเเซ๊ะดำนั้งเก้าอี้มีเสือดำนอนอยู่ข้างๆ 3.3โต๊ะเเซ๊ะดำถือไม้เท้าข้างซ้าย 3.4โต๊ะเเซ๊ะดำถือไม้เท้าข้างขวา เเล้วถ้าจะไปกราบไหว้ ไหว้ดั้ยสองที่ 1ที่ศาลโต๊ะเเซ๊ะ 2ที่ศาลโต๊ะขุนด่าน(อยู่ตรงข้ามซอยลักกงซี้) สลามมอเรกุม
5

ลิงน้อย เจ้าปัญญา
17 มิถุนายน 55 11:17
ทำไมไม่บอกว่าใครทำหน้าที่ดูแลเมื่องภูเก็ต T_T
6

rawisara
16 ธันวาคม 56 15:47
เคารพศรัทธา --- > มีอยู่จริง
7

ธนวรรธน์
31 ธันวาคม 56 11:25
ดีครับได้รู้ความเป็นมาครับ
8

saru
2 สิงหาคม 57 3:41:
คุณ MuuD ตามที่คุณ comment มา /// แล้วทำมัยเอาเหล้าไปเซ่นไหว้ละ อิสลามถือว่าเหล้าคือบาปใหญ่นะครับ /// แสดงว่าคุณอ่านแล้ะจับใจความ ไม่ ชัดเจน เขาบอกว่า // เหล้า ส่วยเนื้อหมูห้ามนำเข้าศาลเด็ดขาด /// ไม่ใช่รึ้ เขาให้เอาเหล้า มาเส้นไหว้ ตรง ไหน งงกับคุณ
9

aziz
14 พฤศจิกายน 58 11:27
จะอย่างไรก็ตาม อิสลามห้ามกราบไหว้บูชาเจว็ด ถือเป็นบาปใหญ่ที่สุด หากมุสลิมฝ่าฝืนจะทำให้เขาพ้นสภาพในการนับถือศาสนาอิสลาม สิ่งนี้มุสลิมชนส่วนใหญ่รู้ดีครับ
10

Amed
14 พฤศจิกายน 58 15:47
คงไม่ใช่ผู้นับถือศาสนาอิสลามครับ เพราะในอิสลามที่แท้จริงไม่มีการปั้นรูป มันเป็นบาปใหญ่ ทั้ง 3 คงไม่ใช่อิสลามครับ
11

boyd
11 มิถุนายน 60 20:51
คิดว่าคนสร้างน่าจะเป็นคนพุทธมากกว่านะครับ เพราะคนพุทธมักจะเชื่อและเคารพบุคคลหรือสิ่งที่สร้างทำความดีมา จนทำให้คนรุ่นหลังได้มีอยู่มีกินกันสุขสบาย การสร้างศาลให้คงเป็นสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงคุณความดี และเคารพในสิ่งที่พ่อโต๊ะได้ทำมาให้ตั้งแต่อดีต คนพุทธคงไม่ทราบหรอกครับว่าทำแบบนี้ผิดตามหลักศาสนาอิสลาม แต่ก็ยังคงสร้างและบ่งบอกว่าโต๊ะเป็นอิสลามมีเครื่องหมายบอกชัดเจน ผมคนพุทธคนนึงครับ ที่เคยไปกราบไหว้ท่านถึงท่านจะเป็นอิสลามอันนี้ศาสนาพุทธเราไม่ได้บอกห้ามครับ กราบไหว้ขอพรได้ ระลึกคุณงามความดีท่านได้ และคนส่วนใหญ่เป็นคนพุทธที่เข้าไปกราบไหว้ท่าน ฉะนั้นท่านคงไม่ผิดครับเพราะท่านไม่ได้สร้างเชิดชูตัวท่านเอง
12

ปรีดี
8 กรกฎาคม 60 22:18
น่าจะเรื่องจริงคับ ที่ว่าอิสลามห้ามกราบไหว้รุปปั้นนั้นเรื่องจริงแต่มีคนมากราบไหว้พ่อตานั่นคือทำด้วยความเคารพของคนต่างศาสนา ต้องแยกแยะประเด็นต้องเข้าใจอิสลามสมัยก่อนยุคที่พึ่งมาเผยแพร่
13




Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤศจิกายน 2560
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปรัชญาปารามิตาสูตรหฤทัยสูตร (อธิบาย 3)
  • เรื่องจากปก : ชีวิตสร้างได้ ของ อลัน ยิป
  • Business : Bike Sharing…เปลี่ยนทั้งเมือง เปลี่ยนทั้งคน
  • Business : เมื่อกาแฟ...ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องดื่ม
  • ห้องรับแขก : เพ็ชร ชั้นเจริญ กับภารกิจใหญ่ในสนามบินภูเก็ต

















Copyright© 2005 - 2017 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink