![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
พอถึงวันตรุษจีน หรือที่คนไทยเชื้อสายจีนในภูเก็ตเรียกว่า เดือนสาม ทีไร นอกจากจะนึกถึง วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว และอั่งเปาจากญาติผู้ใหญ่ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่ฉันนึกถึงอยู่เสมอมา นั่นคือ ขนมเข่ง นั่นเอง
ขนมชื่อน่ารักเหมือนกับภาชนะนี้ เดิมทีชาวจีนมักจะทำใส่ในเข่งไม้ไผ่ใบเล็กๆ ต่อมาเมื่อเข่งไม้ไผ่หายากขึ้น จึงเปลี่ยนมาใช้กระป๋องนมข้นหวานแทนแต่ผู้คนทั่วไปก็ยังเรียกว่าขนมเข่งอยู่ดีโดยสาเหตุที่ชาวจีนใช้ขนมเข่งเป็นขนมสำหรับไหว้ในประเพณีตรุษจีนนั้น มีเกร็ดเล่าต่อกันมาว่า ก่อนถึงวันตรุษจีนประมาณ 4 วัน บรรดาเทพเจ้าจีนที่คอยปกปักรักษาและคุ้มครองผู้คนในโลกมนุษย์อยู่ตลอดนั้น จะพากันขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อรายงานความดีความชั่วของมนุษย์ให้กับเง็กเซียนฮ่องเต้ ผู้เป็นเจ้าสวรรค์ทราบ บรรดามนุษย์ที่ทำความชั่วไว้กลัวว่าตนเองจะถูกเจ้าสวรรค์ลงโทษ เลยคิดทำขนมเข่งนี้ขึ้นมา เพื่อนำไปตั้งไหว้บรรดาเทพเจ้าจีน โดยที่ลักษณะของขนมเข่งนั้นจะเหนียวและค่อนข้างแข็ง เมื่อเทพเจ้าจีนกินเข้าไปแล้ว จะทำให้ปากเหนียว พูดไม่ได้ และไม่ได้รายงานเจ้าสวรรค์ในที่สุด
แต่ไม่ว่าที่มาของขนมเข่งนี้จะเป็นอย่างไร เจ้าขนมสีน้ำตาล รสชาติหวานชนิดนี้ก็ยังคงอยู่เคียงข้างประเพณีตรุษจีนเสมอมา ซึ่งไม่เฉพาะที่ภูเก็ตบ้านเราเท่านั้น ที่ภาคอื่นๆ ที่มีชาวไทยเชื้อสายจีนอยู่ เขาก็ทำขนมเข่งสำหรับไหว้เหมือนกัน เพียงแต่ที่อื่นๆ เขาจะทำแบบใส่ไส้ เป็นไส้หวาน ไส้เค็ม แต่ขนมเข่งภูเก็ตจะไม่มีไส้ เพราะทำมาจากแป้งข้าวเหนียว และน้ำตาลอย่างเดียว
ตอนเด็กๆ นอกจากจะได้กินขนมเข่งร้อนๆ สดจากเตา โดยฝีมืออาม่าแล้ว ฉันและบรรดาพี่น้องยังได้กินขนมเข่งชุปไข่ทอด ขนมเข่งชุบแป้งทอด ซึ่งเป็นเมนูประยุกต์จากขนมเข่งอีกอย่างหนึ่ง แม้ขนมจะแข็งไปสักนิด แต่งานนี้ก็ไม่ได้กินไป บ่นไป เพราะเด็กๆ ต่างรู้ดีว่า อีกไม่นานก็จะได้อังเป่าซองแดงๆ เป็นของขวัญรับวันปีใหม่จีนแล้ว
สมัยก่อนคนไทยเชื้อสายจีนในภูเก็ตจะนิยมทำขนมเข่งเอง แต่ปัจจุบันหลายบ้านนิยมซื้อ เพราะสะดวกกว่า เช่นที่ ตลาดสด ถนนระนอง ตลาดสดเทศบาล (ตลาดเกษตร) โดยคนทำขนมเข่งจะทำมาขายประมาณ 15-20 วัน ก่อนถึงวันตรุษจีน
เริ่มด้วยนำข้าวเหนียวไปแช่น้ำให้นิ่ม หลังจากนั้นนำไปเข้าเครื่องโม่ ให้น้ำแป้งข้นๆ ไหลออกมา โดยเอาถุงไปรับน้ำไว้ หลังจากนั้นมัดปากถุงให้แน่น แล้วเอาไปคลึงให้เป็นแผ่น ต่อมาเทใส่กะละมัง เทน้ำตาลลงไป ทีละส่วนๆ ค่อยๆ นวดไปทีละนิด จนน้ำตาลซึมเข้าเนื้อแป้ง พักไว้ หลังจากนั้นเอาใบตองไปรองในกระป๋องนมข้นหวานที่เปิดฝาแล้วตักแป้งที่เตรียมไว้ลงไปทำเตรียมไว้หลายๆ กระป๋อง
ตั้งน้ำในกะทะใบใหญ่ เปิดไฟปานกลาง นำไม้ยาวกว่ากะทะเล็กๆ น้อยหลายๆ อัน มาพาดเรียงกันให้เป็นตาข่าย แล้วตั้งกระป๋องนมที่ใส่แป้งแล้วลงไป ถ้าทำมากก็ทำหลายๆ ชั้น โดยนำไม้ไปพาดกับกระป๋องนมอีกทีหนึ่ง หลังจากนั้นเอาผ้าขาวมาคลุมไว้ข้างๆ เพื่อทำให้สุกทั่วถึงกันทุกชั้น ระหว่างนั้นถ้าน้ำในกะทะแห้งก็คอยหยอดน้ำลงไป ตั้งไว้ 6 ชั่วโมงกำลังดี แล้วยกกระป๋องนมไปตากแดดสัก 1 แดด หลังจากนั้นแกะใบตองออกจากกระป๋องนำไปตากแดดอีกครั้ง ก่อนนำขนมมาตัดขอบให้สวยงาม เทคนิคสุดท้าย ป้องกันไม่ให้ขนมขึ้นราโดยการปาดน้ำมันไปที่หน้าของขนมอีกครั้ง ก่อนนำไปไหว้ หรือกิน
ขนมเข่งนี้เก็บไว้ได้หลายวัน แต่ถ้าจะให้ดี ก็นำมาตัดออกเป็นชิ้นๆ แล้วใส่กล่องเก็บไว้ในตู้เย็น หรือ นำมาชุบไข่ หรือแป้ง แล้วนำไปทอด กินเป็นของว่างคู่กับน้ำชา ก็อร่อยไปอีกแบบ

















