หัวใจครู ฤดี ภูมิภูถาวร
Text size:
By กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Bookmark and Share

หัวใจครู ฤดี ภูมิภูถาวร หัวใจครู ฤดี ภูมิภูถาวร หัวใจครู ฤดี ภูมิภูถาวร
หัวใจครู ฤดี ภูมิภูถาวร หัวใจครู ฤดี ภูมิภูถาวร หัวใจครู ฤดี ภูมิภูถาวร
หัวใจครู ฤดี ภูมิภูถาวร หัวใจครู ฤดี ภูมิภูถาวร หัวใจครู ฤดี ภูมิภูถาวร

หลังจากห่างไกลระบบการศึกษามานานหลายปี "วันนี้เราจะไปเข้าห้องเรียน" แต่ห้องเรียนที่ว่านี้ เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ไร้ขอบเขตกั้น กระดานดำคือแผ่นฟ้ากับผืนน้ำ ป่าไม้ชายฝั่งทะเลที่ขึ้นอยู่เต็มลานตาตรงหน้า คือเนื้อหาวิชาที่จะเรียนในวันนี้ พร้อม ๆ ไปกับเพื่อนร่วมชั้นต่างวัยร่วม 50 ชีวิต มีชาวประมงเจ้าของพื้นที่เป็นคุณครูกิตติมศักดิ์คอยให้ความรู้ แนะนำให้นักเรียนคนเมืองได้รู้จักกับป่าชายเลน และมีคุณครูคนนี้ คุณครูฤดี ภูมิภูถาวร เป็นผู้นำพาให้เกิดการศึกษานอกห้องเรียนในครั้งนี้ คอยชี้ชวนให้ดูให้เห็นสิ่งแปลกใหม่ในโลกกว้าง

ความจริงแล้ว ภูเก็ตบูลเลทินติดตามน้อง ๆ ชั้น ม.6/1 และ ม.6/4 โรงเรียนสตรีภูเก็ต นักเรียนในวิชาสังคมศึกษา ไปเรียนรู้เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น (ป่าชายเลน) ที่บ้านป่าคลอกนั้น ก็หาใช่เพราะอยากหวนวันเวลากลับไปวัยเรียนอีกครั้ง แต่เพราะเราสนใจติดตามไปดูการทำงาน ดูการเรียนการสอนแบบบูรณาการ และการเปิดโลกการเรียนออกนอกห้องของคุณครูฤดี ภูมิภูถาวร อาจารย์ผู้สอนวิชาสังคมศึกษา หัวหน้างานพัฒนาหลักสูตร โรงเรียนสตรีภูเก็ต แต่ก็กลับได้ความสนุกสนานเพลิดเพลินใจ และหวนนึกกลับไปถึงวันใส ๆ ในวัยเรียนของเรากลับมาเป็นของแถม

เรากลับไปพบเพื่อพูดคุยสัมภาษณ์คุณครูฤดีอีกครั้งที่โรงเรียนสตรีภูเก็ตในวันถัดมา คุณครูฤดี หรือ ครูฤดี เธอเรียกแทนตัวเองด้วยคำ ๆ นี้ "ครู" อย่างชัดเจนและมั่นใจ ด้วยเพราะได้ทำหน้าที่นี้มาตลอดเวลา 30 ปี ของชีวิตการทำงาน ครูฤดีเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงชีวิตวัยเด็กว่า "ครูเกิดและเติบโตที่ภูเก็ต คุณพ่อเป็นคนจีน ส่วนคุณแม่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน มีพี่น้อง 6 คน ครูเป็นคนสุดท้อง บ้านอยู่ในอำเภอเมือง ละแวกที่สมัยก่อนเรียกกันว่า บ้านโรงอิฐ เพราะหลายบ้านทำอิฐขายเป็นอาชีพ รวมถึงบ้านของครูด้วย ตอนเด็ก ๆ ครูช่วยงานบ้านทุกอย่าง ตามกำลังของเด็กที่สามารถทำได้ ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน ก็มีหน้าที่ขายขนม และส่งขนมเพื่อฝากขายตามร้านโกปี๊หรือร้านกาแฟ เป็นงานสร้างรายได้อีกอย่างหนึ่งของครอบครัว ตอนเย็นเลิกเรียนกลับบ้านก็จะติดขนมกลับไปด้วย และช่วยทำงานอื่น ๆ เช่น ไปหาไม้ฟืนบนเขาโต๊ะแซะมาไว้ใช้ทำขนม วิ่งซื้อของให้แม่หรือพี่สาวที่มีหน้าที่ทำครัว"

สำหรับเรื่องการเรียนนั้น ครูฤดีเป็นหนึ่งในสองคนในบรรดาพี่น้องที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เธอเริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนปลูกปัญญา และย้ายมาโรงเรียนรัตนศิริศึกษา ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนทุ่งคา แล้วจึงมาต่อโรงเรียนสตรีภูเก็ตในชั้นมัธยม แม้จะไม่ใช่คนเรียนเก่ง แต่ครูฤดีก็เรียนด้วยความมุ่งมั่น มีจุดมุ่งหมายที่จะไปให้ถึงด้วยความพยายาม "ครูเป็นคนที่ขยันอ่านหนังสือ คือนอกจากเวลาที่เหลือจากการทำงานบ้าน ครูก็จะอ่านหนังสือ แม้แต่ในช่วงเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทำงาน เช่น ให้ข้าวไก่ ให้ข้าวหมู เมื่อก่อนคนภูเก็ตจะสะสมเงินโดยการเลี้ยงหมูไว้สัก 1-2 คู่ เอาไว้สำหรับส่งลูกเรียนหนังสือ หรือเป็นเงินเก็บสะสมไว้ซื้อสายเอวทองซื้อสร้อยทองไว้ใส่ แล้วขณะที่ครูเอาข้าวให้หมูกิน รอให้หมูกินข้าวหมดราง ครูก็จะเอาโน้ตสั้น ๆ ที่เคยอ่านไว้แล้วมาทบทวน ตรงริมประตูคอกหมู ยืนพิงเสาคอกหมูอ่านไป ทบทวนไป เมื่อไหร่ก็ตามที่ครูมีเวลาว่างจากการทำงานพักเหนื่อยก็จะเอามาอ่านทบทวน"

ครูฤดีจบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ เธอเลือกเรียนครูเพราะคิดว่าเป็นวิชาอาชีพที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง ที่ชอบสอน ชอบอ่าน และชอบเล่า สมัยเด็ก ครูฤดีเล่าว่า "ครูชอบอ่านหนังสือเสียงดัง เมื่อก่อนนั้นรถราบนถนนมีไม่มาก ในตอนหัวค่ำบ้านเรือนก็เงียบสงบไร้เสียงจอแจ ฉะนั้นเวลาครูอ่านหนังสือที่บ้าน อ่านคำกลอน อ่านบทเสภา คนแก่ข้างบ้านแถวนั้นก็จะได้ฟังไปด้วย"

เมื่อเรียนจบ จึงกลับมาทำงานที่บ้านเกิด โดยสอบบรรจุได้ที่โรงเรียนบ้านฉลอง แต่สอนที่นี่ได้เพียงปีกว่าก็เกิดเหตุ ครูฤดีโดนโจรกระชากสร้อยขณะขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ด้วยความที่เส้นทางไปโรงเรียนบ้านฉลองในสมัยก่อนยังเป็นป่าเปลี่ยวกันดาร แม่ของครูจึงขอให้ลาออกจากการสอนเพราะเป็นห่วงความปลอดภัย ครูฤดีจำต้องลาออก แต่หลังจากนั้นเพียงสองเดือนก็สอบบรรจุได้ที่โรงเรียนสตรีภูเก็ต และเริ่มสอนที่นี่เรื่อยมา จนถึงปัจจุบันครูฤดีสอนวิชาสังคมศึกษาในชั้น ม.ปลาย และยังรับหน้าที่เป็นหัวหน้างานพัฒนาหลักสูตร ในฝ่ายวิชาการของโรงเรียน

"เดิมครูเป็นหัวหน้าหมวดวิชาสังคมศึกษา ต่อมาได้รับการชักชวนจากผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ให้มาช่วยงานฝ่ายวิชาการ ในตำแหน่งหัวหน้างานพัฒนาบุคลากร ครูตอบตกลงเพราะอยากใช้ความรู้ที่เรียนมาในการจัดการการเรียนการสอน จึงได้ทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 และในปี พ.ศ.2544 ก็มีการปรับหลักสูตรการศึกษาใหม่ ครูก็ได้ไปรับการอบรม และได้รับมอบหมายให้ดูแลการพัฒนาหลักสูตร เพื่อนำมาขยายผลต่อให้ครูในโรงเรียนได้จัดทำหลักสูตรขึ้นเอง ต่างไปจากเดิมซึ่งส่วนกลางเป็นผู้ส่งหลักสูตรมาให้เราใช้ ครูเองทำงานในสองด้านคือหนึ่งเป็นฝ่ายพัฒนาหลักสูตร สองเป็นฝ่ายพัฒนาบุคลากรให้เป็นไปตามที่หลักสูตรต้องการ ฉะนั้นครูจึงคิดว่าวิธีการสอนเป็นสิ่งสำคัญที่จะจูงใจให้เด็ก ๆ สมัยใหม่สนใจการเรียน ประกอบกับหลักสูตรใหม่นี้ ตามพระราชบัญญัติการศึกษากล่าวไว้ว่า ต้องมุ่งให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ให้เด็กสนใจอยากจะคิดเอง เรียนเอง ฉะนั้นการที่จะให้เด็กคิดได้เอง เขาต้องรู้ ต้องเห็น ประการที่สองการสอนแบบบูรณาการเป็นสิ่งที่หลักสูตรใหม่ต้องการให้เกิดขึ้น แต่ขณะนี้การสอนแบบบูรณาการ เป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถทำได้เต็มรูปแบบ และครูส่วนหนึ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบาก ครูจึงคิดว่าทำอย่างไรให้การบูรณาการการสอนเป็นเรื่องง่าย นั่งในห้องเรียนก็บูรณาการได้ ออกนอกห้องเรียนก็บูรณาการได้ แต่ก่อนที่จะไปปรับเปลี่ยนผู้อื่น เราต้องทดลองด้วยตัวเองก่อน โดยคิดว่าถ้าเกิดผลสำเร็จจะได้เป็นตัวอย่างให้คนอื่นดูว่าทำแล้วเป็นผลสำเร็จจริง ๆ ความน่าเชื่อถือก็จะเกิดขึ้น เราก็จะสามารถปรับเปลี่ยนการสอนของครูท่านอื่น ๆ ได้"

นั่นเป็นที่มาของห้องเรียนป่าชายเลน ที่เราได้ไปร่วมสังเกตการณ์กับน้อง ๆ ในวิชาสังคมศึกษา เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ซึ่งครูฤดีเป็นผู้สอน และได้พานักเรียนออกไปศึกษาเรื่องป่าชายเลนกันที่บ้านป่าคลอก ครูฤดีแบ่งนักเรียนเป็นสองกลุ่มเพื่อเปรียบเทียบ กลุ่มหนึ่งให้ฟังบรรยายจากครูในห้องเรียนพร้อมสื่อเอกสารประกอบการเรียน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง ให้พบประสบการณ์จริงโดยมีชาวประมงเล่าให้น้อง ๆ ฟังเรื่องป่าชายเลน และพาออกเดินสำรวจป่าชายเลน ในการเดินชมป่าชายเลนนั้น ครูท้องถิ่น และครูฤดีได้ชี้ชวนให้น้อง ๆ ได้เห็นพันธุ์ไม้ต่าง ๆ และได้ให้ความรู้จากหลาย ๆ สิ่งที่พบเห็นตลอดทางเดินสำรวจ น้อง ๆ แต่ละคนในวันนั้น บ้างตั้งใจฟังครูให้ความรู้อย่างสนใจ บ้างก็ชวนกันดูสิ่งแปลกใหม่และตั้งคำถาม บ้างออกนอกเส้นทางและเรื่องราวที่ครูกำลังสอนไปพูดคุยหยอกล้อเล่นกันตามประสา แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน คือแววตาที่เบิกบาน สนุกสนานที่ได้ออกมารู้มาเห็นสิ่งที่อยู่นอกรั้วโรงเรียน

"ครูทำการสอนโดยการนำเด็ก ๆ ออกมาสู่แหล่งเรียนรู้จริงหลายปีแล้ว ทั้งที่ป่าชายเลนบ้านป่าคลอก พิพิธภัณฑ์ถลาง แหล่งร่องรอยของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง หรือที่ค่ายบ้านตะเคียน และได้มีการประเมินผลดูกระบวนการการเรียนรู้ของนักเรียน แต่ยังไม่มีการเปรียบเทียบ การนำนักเรียนออกนอกสถานที่ต้องกำหนดเป้าหมายในการออกไปให้ชัดเจน ด้วยการทำแบบฝึกหัดให้เขาหาคำตอบวัดความเข้าใจ การออกไปเรียนนอกห้องแต่ละครั้ง เด็กไม่ได้รับเพียงแต่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมในวิชาสังคมศึกษาเท่านั้น แต่เขายังได้ความรู้ในวิชาภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์เพิ่มเข้ามาด้วย จากการเปรียบเทียบการสอนเรื่องป่าชายเลน ทำให้นักเรียนได้เห็นลักษณะพื้นที่ชายฝั่ง ได้รู้ว่าป่าชายเลนเป็นพืชชนิดใด มีรากมีใบเป็นอย่างไร ประเภทไหนเป็นพิษหรือเป็นยา ได้ปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติพร้อมกันไปหมด นี่คือลักษณะการสอนแบบบูรณาการ ที่ครูคิดว่านักเรียนสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง ครูจะประเมินผลเด็กทุกครั้งที่พาออกมา ให้เขาตอบแบบสอบถามว่าได้รับอะไรจากการมาเรียนนอกห้อง ส่วนใหญ่ที่เด็ก ๆ ตอบประการแรกคือได้ความสนุกสนาน ได้เปลี่ยนสถานที่ ประการที่สองคือได้ความรู้เพิ่มเติมจากสิ่งที่เรียนในห้อง" ครูฤดีอธิบายวิธีการสอนให้เห็นภาพและเข้าในกระบวนการสอนตามหลักสูตรใหม่ได้ชัดเจน

แม้ว่าการพาเด็กนักเรียนออกมานอกห้องเรียนเช่นนี้ หมายถึงภาระสำคัญที่ต้องรับผิดชอบจัดการเตรียมหารถคันใหญ่สำหรับรับส่ง นัดหมายวิทยากร เตรียมสถานที่ และที่สำคัญคือต้องดูแลความปลอดภัยของเด็ก ๆ หลายชีวิตในการออกมานอกห้อง แต่ครูก็พยายามที่จะทำหากสิ่งนี้จะช่วยให้เด็ก ๆ เกิดความอยากรู้อยากเรียนเพิ่มขึ้นกว่าในห้องเรียน จิตใจที่ผ่องใสเมื่อได้ออกไปพบเจอสิ่งแปลกใหม่ ก่อให้เกิดความอยากเรียนรู้ เปิดรับเรื่องราวต่าง ๆ มีความเข้าใจสังคมภายนอก เป็นสิ่งที่ได้รับมากกว่าในห้องเรียน แม้จะเป็นองค์ความรู้เดียวกัน แต่เจตคติที่เปิดกว้างรับความรู้ในวันนั้นอาจช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจและจดจำเนื้อหาสาระได้มากกว่า และนั่นคือผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาแนวทางใหม่ และเป็นผลของการพยายามพัฒนาการสอนของครูฤดีตลอดเวลาที่ผ่านมา ครั้งหนึ่งครูเคยบอกเด็ก ๆ ว่า "สิ่งที่ครูพบเห็นก็คือแววตาของหนู ที่บ่งบอกถึงความชื่นบาน ประกายตาที่บอกว่า ดีจริง ๆ ที่ได้ออกมาสถานที่จริงอย่างนี้ แต่ความรู้ที่หนูได้รับคงไม่สามารถเปล่งออกมาทางแววตาได้เลยในทันที แววตาที่เปล่งประกายเช่นนี้ครูคิดว่าเป็นการปลูกฝังความพึงพอใจที่จะเรียนในเบื้องต้นแล้ว และสิ่งที่พวกหนูแสดงออกมาทำให้ครูเปรียบเทียบได้ว่าการได้ออกมาเรียนในแหล่งเรียนรู้จริงนอกห้องเรียน กับการเรียนอยู่แต่ในห้องเรียนนั้นแตกต่างกันอย่างไร"
นอกเหนือจากบทบาท "ครู" ผู้ให้ความรู้ในโรงเรียนแล้ว ครูฤดียังเป็น "ครู" ให้สังคมภายนอกอีกด้วย หลาย ๆ ครั้งท่านได้เป็นผู้เผยแพร่วิชาความรู้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชุมชน โดยเรื่องราวที่ครูฤดีมีความเชี่ยวชำนาญนั้นก็คือเรื่องประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่นภูเก็ต ทั้งโดยการเป็นวิทยากรรับเชิญในการบรรยายหรือสัมมนาทางวัฒนธรรมต่าง ๆ และเขียนตำราหนังสือ รวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมและท้องถิ่น เช่น วันสารทเดือนสิบ ประเพณีพ้อต่อ และ ภูเก็ตกับสงครามโลกครั้งที่สอง ให้บุคคลทั่วไปได้ศึกษาและใช้ข้อมูลอ้างอิง ครูฤดีมีความสนใจศึกษาเรื่องราวดังกล่าวมานานตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 โดยได้รับการชักชวนจากคุณประสิทธิ ชิณการณ์ คุณสกุล ณ นคร และอาจารย์สมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภูเก็ต จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 25 ปีแล้วที่ครูฤดีเป็นสมาชิกของกลุ่มและยังทำหน้าที่เลขานุการของกลุ่มในปัจจุบันอีกด้วย

ครูคิดว่าการทำงานในหน้าที่นี้ทำให้ครูมีความรู้เพิ่มพูน ตอนที่ครูยังไม่เข้าร่วมกลุ่มนี้ ครูมีความรู้เรื่องภูเก็ตอยู่บ้างเล็กน้อยตามประสาคนเรียนประวัติศาสตร์ แต่ก็เพียงแค่ผิวเผิน แต่พอเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภูเก็ตเหมือนบังคับให้เราต้องศึกษาไปในตัว เพราะเป็นสมาชิกกลุ่มผู้สนใจฯ แล้วจะไม่รู้เรื่องราวท้องถิ่นได้อย่างไร ทำให้ครูเริ่มแสวงหาความรู้ เมื่อพบผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะเข้าไปนั่งใกล้ ๆ พุดคุยซักถามขอความรู้ อย่างคุณประสิทธินี่ถือเป็นครูที่ดีของครูเลย ครูมีความรู้มากได้เพราะคุณประสิทธิ คุณสกุล และผู้หลักผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่าน ฉะนั้นการที่ครูมาทำงานตรงนี้ไม่ได้เสียประโยชน์ แต่กลับได้ประโยชน์มาก แล้วยังทำให้ครูมีโอกาสในฐานะครูนำความรู้เรื่องท้องถิ่นไปถ่ายทอด สอดแทรกเป็นสาระในห้องเรียนให้เด็ก ๆ ได้รับรู้ต่อไปด้วย"

แบบเรียนวิชาท้องถิ่นของเรา ซึ่งครูฤดีเป็นผู้รวบรวมเขียนขึ้นและได้พัฒนาเนื้อหาเรื่อยมาและนั่นก็นำมาซึ่งการจัดทำหลักสูตรการสอน และแบบเรียนท้องถิ่นของเราขึ้นใช้ในโรงเรียนสตรีภูเก็ต เมื่อประมาณปี พ.ศ.2539 ครูฤดีใช้เวลาร่วม 5 ปีในการรวบรวมข้อมูลความรู้ มาเขียนเป็นแบบเรียนวิชาท้องถิ่นของเราขึ้นเป็นเล่มแรก เพื่อทดลองใช้สอนนักเรียนในโรงเรียนสตรีภูเก็ต เนื้อหาประกอบด้วยเรื่องราวภายในท้องถิ่น ทั้งประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนรักท้องถิ่น โดยทางโรงเรียนก็ได้ช่วยสนับสนุน จึงได้มีการใช้หนังสือเล่มนี้ในการสอนเรื่องท้องถิ่นของเราตั้งแต่นั้นมา ประกอบกับโรงเรียนอื่น ๆ ก็ได้เล็งเห็นความสำคัญร่วมกันจึงได้เปิดสอนวิชานี้ด้วยจนเป็นที่สนใจกันทั้งจังหวัด ต่างนำไปใช้เป็นคู่มือการสอน และได้ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์ทันต่อเหตุการณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยมา ครูฤดีจึงนับเป็นผู้จุดประกายให้เกิดการเรียนการสอนวิชาท้องถิ่นของเราให้เกิดขึ้นในจังหวัดแห่งนี้ ให้เด็กรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้เรื่องราวในท้องถิ่นตน ไม่ทอดทิ้งหลงลืมให้ล่วงเลยไป

ความพยายามในการทำหน้าที่ "ครู" ด้วย "หัวใจ" และ "ความรัก" ในหน้าที่นี้ ก่อเกิดเป็นสิ่งดี ๆ เพื่อศิษย์ผู้จะเป็นคนสร้างและดูแลสังคมในวันหน้าของครูฤดีนั้น เธอมีความมุ่งหวังในการทำงานเพียงว่า "ความมุ่งหวังของครูก็คือ ครูคิดว่าครูเกิดในเมืองที่ดี ภูเก็ตเป็นเมืองที่ดี เป็นเมืองที่เจริญ ถ้าเปรียบเทียบกับเมืองอื่นแล้วเมืองภูเก็ตเป็นเมืองที่ดีที่สุดในสายตาครู ครูคิดว่าครูเป็นคนมีบุญคนหนึ่งที่ได้เกิดที่เมืองนี้ การได้เกิดในเมืองที่ดี มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ แล้วเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เราในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของเมืองก็ต้องช่วยกันดูแลเมืองนี้ให้เป็นเมืองที่ดีต่อไป เผยแพร่สิ่งที่ดีให้คนในท้องถิ่นและผู้สนใจได้รับรู้และเกิดความภาคภูมิใจ นั่นคือเป้าหมาย คือความมุ่งหวังของครู และสิ่งตอบแทนที่ดีที่สุดในการทำงานของครูมาตลอดนั้นก็คือ ครูได้เห็นเมืองภูเก็ตพัฒนาขึ้น และครูยังมุ่งหวังที่จะสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นมาสืบทอดให้สิ่งดี ๆ เหล่านี้อยู่คู่กับเมืองภูเก็ตบ้านเราต่อไป"


 เรื่องอื่น ๆ




kevin
23 สิงหาคม 53 22:32
รัก อาจารย์ ฤดีมากมาย รักที่สุด
1

Karita
6 ตุลาคม 53 17:37
หนูเป็นศิษย์เก่าของอาจารย์เหมือนกันค่ะ อาจารย์น่ารักมาก คิดถึงอาจารย์ที่สุด
2

bowbasket14
21 ตุลาคม 53 13:51
หนูก็เป็นหนึ่งในศิษย์เก่ารุ่นปี 2000 ค่ะ เคยเรียนวิชาสังคมกับอาจารย์ด้วย อาจารย์น่ารักมากเรยค่ะ
3

Lobscurite
17 พฤศจิกายน 54 18:26
อาจารย์สอนดีมากๆ น่ารักมากๆเลยค่ะ :)
4




Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
เมษายน 2557
  • 75 ถนนภูเก็ต : อดีตของอนาคต
  • เรื่องจากปก : อธิคม ศรีรัตนประภาส กับพันธกิจทางการแพทย์ ของ รพ.มิชชั่นภูเก็ต
  • ห้องรับแขก : เด็กหญิงนักกอล์ฟ
  • ธุรกิจการท่องเที่ยว : เสียงสะท้อนจากประเด็นร้อน... ธุรกิจเวดดิ้งบนเกาะภูเก็ต
  • อสังหาริมทรัพย์ : Prive" 49






Radio Phuket











Copyright© 2005 - 2014 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink