นวดรักษาอาการ... ศาสตร์นวดโบราณตำรับแพทย์แผนไทย
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    งานนี้เป็นข่าวดีสำหรับคนขี้เมื่อย และคนที่มีอาการป่วยเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม โรคที่เกิดขึ้นจากการทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มคนออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือนั่งอยู่กับที่ในท่าเดิม ๆ นานนับหลายชั่วโมงต่อวัน อาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นมักจะมากับการปวดเมื่อยตามบริเวณต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น หัวไหล่ หลัง เอว สะโพก ต้นขา หรือแม้กระทั่งลุกกลามกลายเป็นการปวดหัว ปวดตา ปวดขมับ เพราะนอกจากการไปหาหมอขอยามารับประทานแล้ว แท้จริงคุณยังสามารถรักษาตนเองหรือแก้อาการปวดต่าง ๆ ได้เพียงการนวด...

    การนวดที่ว่า ไม่ใช่การนวดแบบผ่อนคลาย หรือนวดสปา ที่สามารถหาได้ทั่วไปตามมุมเมืองต่าง ๆ ของเกาะภูเก็ต แต่นี่คือ ‘การนวดรักษาอาการ’ ที่มีเป้าประสงค์เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและรักษาอาการป่วยให้กับผู้ที่กำลังประสบปัญหา

    คุณโบว์ : สาริศา บำรุงเกษมไชย เจ้าของร้านโพธิ์รักษ์สา ธุรกิจนวดแผนไทย อธิบายการนวดประเภทนี้ว่า เป็นการนวดที่ต้องอาศัยความรู้ด้านกระดูก มัดกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และเส้นเอ็น ตามหลักวิชากายวิภาคศาสตร์ นวดเพื่อรักษาอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายมากกว่าการผ่อนคลาย หรือทำให้รู้สึกสบายเพียงอย่างเดียว

    “หมอนวดเส้นที่ดีต้องมีความรู้ด้านสรีระ เป็นความรู้ที่ต้องเรียน และศึกษาอย่างละเอียด หมอนวดที่อื่นอาจนวดได้ แต่ไม่มีความรู้ลึกซึ้งในตรงนี้ เวลาเขานวดจึงเป็นลักษณะของการบีบกดเฉพาะจุด โดนแค่กล้ามเนื้อ แต่ไม่โดนเส้นที่เป็นต้นเหตุของความเมื่อย เพราะฉะนั้นบางที เวลาเราไปนวดกับคนที่ไม่มีความรู้จริง ๆ จึงมีอาการฟกช้ำเขียวตามจุดที่เขานวดกลับมาด้วย”

    การนวดแผนไทย โดยเฉพาะเพื่อรักษาอาการ เป็นศาสตร์โบราณที่มีอายุนับหลายร้อยปี โดยเดินทางผ่านห้วงเวลาด้วยการมีผู้เรียนรู้สืบทอดต่อกันมาอย่างไม่ขาดช่วง อาจารย์ทอง : ทองดี สิทธิจันทร์ หมอนวดชั้นครูผู้มีประสบการณ์นวดมานานกว่า 20 ปี ก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดศาสตร์นี้เช่นกัน โดยอาจารย์เล่าว่า ได้รับความรู้มาจากการศึกษาที่โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) กับอาจารย์ธงชัย อ่อนน้อม ผู้แต่งตำราการกดจุดเกี่ยวกับลมในเส้น

    “คำว่าเส้นในทางการนวดหมายถึง เส้นที่มีพลังลมวิ่งไปทั่วร่างกาย โดยจะมีเส้นเล็ก ๆ ทั้งหมด 72,000 เส้น และมีเส้นหลัก ๆ อยู่ 10 เส้น เรียกว่า เส้นประธานสิบ ทุกเส้นจะมีจุดเริ่มต้นที่สะดือ เพราะสะดือเป็นจุดกำเนิดของชีวิต”

    ดังนั้นผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์นวดมาบ้างแล้วคงเคยได้ยินคำว่า ‘ลมติด’ ซึ่งหมายถึงพลังลมที่โดยปกติแล้วจะวิ่งจากสะดือไปยังจุดต่าง ๆ ทั่วร่างกาย แต่เมื่อเกิดอาการผิดปกติตรงส่วนใดส่วนหนึ่ง ลมที่เคยวิ่งได้สะดวกจึงเกิดการติดขัด และส่งผลทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามมา

    “ลมนี้เป็นลมธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกาย เวลาเราขยับตัวหรือทำอะไรก็จะมีลมวิ่งไปยังส่วนต่าง ๆ ถ้าเราขยับตัวผิดท่า ผิดจังหวะ ลมก็จะติดขัด เกิดเป็นอาการปวดเมื่อยได้ เช่น คนที่มีปัญหาหัวเข่า เวลาไล่ลม แทนที่ลมจะวิ่งไปยังปลายเท้าก็มาติดอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าเป็นคนปกติ เราไล่ลมไปแล้วก็สามารถสัมผัสแรงปะทะของลมนั้นได้ตลอดทั้งเส้น”

    นี่ไม่ใช่ไสยศาสตร์แต่เป็นความรู้สึกจริงที่ผู้ถูกนวดก็สามารถสัมผัสได้… และเพื่อเป็นการเข้าถึงความรู้สึกที่ว่า เราจึงขอทดลองนวดระยะสั้นด้วยตนเอง!

    ฟูกแผ่นบางไม่อ่อนยวบ แต่แน่นตึงกำลังสบายรองรับร่างกายที่นอนหงายของเราอยู่ โดยมีอาจารย์ทองนั่งคุกเข่าอยู่เหนือศีรษะ อาจารย์ทองเริ่มต้นด้วยการใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสอง กดจุดนวดบริเวณหัวไหล่สองข้าง ไล่ลงมาจนถึงต้นคอ เพื่อตรวจอาการในระยะแรก และทันใดนั้นความรู้สึกเจ็บร้าวเหมือนโดนคีมขนาดใหญ่บีบแน่นก็เกิดขึ้น

    “ต้นคอทั้งสองข้างนี้ตึงมาก ท่าทางจะใช้แขนเยอะ ทำให้เส้นมันตึงมาจนถึงตรงนี้”

    คำอธิบายจากอาจารย์ทองบ่งบอกว่า อาการที่เราได้รับนั้นมาจากการสะสมของพฤติกรรมการใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายมากเกินไป เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยกับกลุ่มคนที่ต้องนั่งทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ ดังนั้นหากต้องการบรรเทาอาการปวดคอ ปวดไหล่ ปวดเอว เช่นนี้ก็ต้องปรับพฤติกรรมและจัดสรีระท่วงท่าการนั่งที่ถูกต้อง

    เวลาผ่านไปไม่นาน อาจารย์ทองก็เริ่มเปลี่ยนมาสู่การนวดบริเวณหัว ขมับ ใบหู ไล่ลงมาสู่ท้ายทอย ต้นคอ หัวไหล่ ซึ่งแต่ละชั่วขณะที่นิ้วหัวแม่มือกดนิ่งตรงจุดต่าง ๆ แรงกดดูเหมือนจะพุ่งทะลุลงไปในเนื้อ กลายเป็นศูนย์รวมความรู้สึกตึง เขม็ง กระทั่งเริ่มเจ็บร้าว แต่เมื่อดึงนิ้วออก ความรู้สึกผ่อนคลายกลับแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ จากท่านอนหงายมาสู่ท่านั่ง จากการนวดส่วนบนมาสู่ส่วนกลางของร่างกาย อาจารย์ทองก็เปลี่ยนมานวดบริเวณกระดูกสันหลังและเอว โดยตรงจุดนี้เราได้รับการจัดแต่งกระดูกสันหลังให้เข้ารูปด้วย

    “กร๊วบบบบบบ!”

    คือเสียงกระดูกลั่นตามการจัดเรียงตัวด้วยท่วงท่าที่อาจารย์ทองได้รับการถ่ายทอดมาเป็นอย่างดี โดยอาจารย์บอกว่า เป็นผลมาจากการนั่งหลังไม่ตรง ไม่ถูกสรีระของร่างกาย

    ตลอดระยะเวลาประมาณ 10 กว่านาทีของการทดลองนวดแก้อาการระยะสั้น ทำให้เราพบว่าเป็นช่วงเวลาที่สามารถดึงให้เราหลุดออกจากโลกภายนอกได้อย่างน่าประหลาดใจ ภาพการนวดแผนไทยที่เคยติดตาไปด้วยการดัด ยืด เหยียดร่างกายผู้ถูกนวดด้วยท่าทางพิสดารต่าง ๆ นานา แท้จริงแล้วกลับมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นการนอนนิ่ง เพื่อให้อาจารย์ทองใช้นิ้วหัวแม่มือกดนวดตามจุดต่าง ๆ บนร่างกาย

    “อันนี้เป็นการนวดแบบรักษาอาการปวดเมื่อยทั่วไป แต่ถ้าเป็นการนวดรักษาอาการเฉพาะ เช่น ปากเบี้ยว อัมพฤกษ์ แขนขาใช้การไม่ได้ ก็จะต้องใช้เวลามากกว่านี้ อาจเป็นชั่วโมง สองชั่วโมง นวดติดต่อกันเป็นวัน หรือต้องใช้ลูกประคบร่วมด้วย”

    ประสบการณ์รักษาอาการเจ็บป่วยให้กับคนทั่วไปของอาจารย์ทองนั้นมีมากมาย แต่ที่น่าประทับใจและเหมาะนำมาใช้เป็นวิทยาทานสำหรับเตือนใครหลายคนก็คือ อาการอัมพฤกษ์กล้ามเนื้อหน้า อาการที่เกิดจากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีก ทำให้หลับตาได้ไม่สนิท มุมปากตก และขยับใบหน้าซีกนั้นไม่ได้ โดยเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมอง ซึ่งมีผลมาจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานหนัก หรือแม้กระทั้งการอยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวกเป็นเวลานาน ๆ

    “มีคนหนึ่ง เขาทำงานและอยู่ในห้องที่ติดแอร์ แต่เขาไม่เปิดแอร์ เปิดแต่พัดลม พักผ่อนไม่เพียงพอด้วย วันหนึ่งก็เกิดอาการปากเบี้ยว ญาติ ๆ เขาก็พามาหาเรา ซึ่งคนนี้ต้องรักษาด้วยการนวดและใช้ลูกประคบสด รักษาอยู่ 3 วันก็หาย... ”

    “... อัมพฤกษ์ที่เป็นหนัก ๆ ก็มีมาให้รักษา ทั้งขาเดินไม่ได้ และแขนตาย คนที่ขาเดินไม่ได้ เราบอกให้เขามานวดตั้งแต่ยังไม่มีอาการมาก เพราะรู้ว่าเส้นเขาตึงไปหมดแล้ว นวดให้ฟรี ไม่คิดเงิน เขาก็ไม่มา รุ่งเช้า ญาติเขาโทรมาบอกว่าขยับตัวไม่ได้ พอเราไปดูก็ถามว่าให้เรารักษาไหม เขาบอกว่าญาติจะพากลับบ้าน หายไป 2 เดือน ก็กลับมารักษากับเรา ตอนนี้เดินได้แล้ว แต่เขาใช้วิธีการรักษาแบบอื่น ๆ ร่วมกับการนวดนะ เลยหายเร็วขึ้น”

    หากลองสังเกตจำนวนสถานบริการนวดร่างกายที่เปิดอยู่ทั่วไปในเมืองภูเก็ต ล้วนมีอยู่มากมายจนนับนิ้วไม่ไหว ธุรกิจที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดในช่วงหน้าฝนนี้ เป็นผลพวงมาจากชื่อเสียงและความนิยมอย่างแพร่หลายในสังคม แต่ภายใต้ความหลากหลายของธุรกิจก็ยังมีกลุ่มคนที่ขาดความเชี่ยวชาญในการนวดแบบลึกซึ้งออกให้บริการปะปนอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตนเองต้องเสี่ยงกับการบาดเจ็บที่เกิดจากการนวดผิดวิธี อาจารย์ทองแนะนำว่า ควรสังเกตวิธีการนวดของผู้ให้บริการแต่ละท่านก่อน

    “หมอนวดที่มาถึงก็บีบ ๆ กด ๆ เฉพาะจุดที่เราบอกว่าปวด โดยไม่มีหลักการหน่วง เน้น นิ่ง อันนี้เขาไม่มีความรู้ คนที่นวดเป็นต้องรู้จักเส้น รู้ว่าจังหวะไหนต้องเน้น จังหวะไหนต้องนิ่ง จังหวะไหนต้องปล่อย ที่สำคัญพวกศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการนวด และเส้นประธานสิบ เขาต้องรู้จักอย่างละเอียดด้วย”

    แม้การนวดรักษาอาการจะเป็นวิธีที่ดี ในการแก้ไขความเจ็บปวดได้หลากหลายโรค แต่ก็มีข้อจำกัดกับคนบางกลุ่มเช่นกัน โดยเฉพาะการนวดฝาเท้าให้กับสตรีตั้งครรภ์ระยะเริ่มต้น - 3 เดือน ผู้ที่มีอาการกระดูกร้าว กระดูกแตก และกระดูกหัก ดังนั้นหากคุณคิดว่าตนเองไม่ได้อยู่ในข่ายกลุ่มคนดังกล่าว และกำลังประสบปัญหาการปวดเมื่อยต่าง ๆ ‘การนวดเพื่อรักษาอาการ’ จึงถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะบางทีคุณอาจจะค้นพบว่า โรคที่คุณกำลังเป็นอยู่นั้นสามารถรักษาให้หายได้ โดยปราศจากการใช้ยาใด ๆ



สอบถามการนวดรักษาอาการเพิ่มเติมที่... ร้านโพธิ์รักษ์สา
ลาม ไลท์ อเวนิว หลังโซฟาผับ ถนนดีบุก อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
โทร. 08 0532 9471 , 08 0527 9555






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
ตุลาคม 2557
  • 75 ถนนภูเก็ต : ทุน ขุนศึก และอำนาจรัฐ
  • เรื่องจากปก : Attitude CEO "วีระชัย ปรานวีระไพบูลย์" กับบทบาทนักบริหารความคิด
  • ห้องรับแขก : "รัตน์ เพื่อนรักษ์" ผู้ชักเชิดหุ่นสายด้วยหัวใจ
  • PHUKET"S NEXT GEN : Magic 5... 5 เท้าไฟ ร่ายสเต็ปมหัศจรรย์
  • ธุรกิจการท่องเที่ยว : Blu Monkey Bed & Breakfast

















Copyright© 2005 - 2014 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink