ภารีสา ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์
Text size:
By กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Bookmark and Share


    อาคารทรงสูงยอดแหลมคล้ายเจดีย์ปรากฏให้เห็นในระยะสายตาหลังจากผ่านเส้นทางเคี้ยวคดที่ห่มด้วยแนวป่าสีเขียวของย่านกมลา ที่นี่คือ ‘ภารีสา’
    หลังดับเครื่องรถ สรรพเสียงต่าง ๆ ที่เคยจอแจหายวับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เหลือเพียงความสงบ อาคารทรงเจดีย์ตรงหน้า และป่าแนวเขาที่อยู่เบื้องหลังเท่านั้น แทบไม่เชื่อว่ายังอยู่ในจังหวัดที่ขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวว่ามีความครึกครื้นเป็นจุดขาย
    ทำนองสูงต่ำคลอเคลียหูเราเบา ๆ เมื่อเดินเข้าสู่อาคารทรงเจดีย์ที่เป็นล็อบบี้ ไม่มีโซฟา ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ไม่มีการตกแต่งเป็นพิเศษ มีเพียงลานโล่งสีปูนสบายตาผนวกกับหลังคาสูงโปร่งที่คล้ายบรรจุความรู้สึกผ่อนคลายเอาไว้
    สุดปลายทางล็อบบี้มีประตูบานใหญ่ปิดสนิท เป็นธรรมเนียมของที่นี่ว่าลูกค้าไม่สามารถผ่านประตูเข้าไปสู่ส่วนอื่นได้จนกว่าจะลั่นฆ้องที่อยู่ข้าง ๆ
    เสียงจากการที่ไม้กระทบกับผิวฆ้องกังวานไปทั่วบริเวณ แล้วประตูก็เปิดออก
    แสงแดดแสบจ้าของยามบ่ายสาดลอดประตูที่เคยปิดทึบเข้ามาฉับพลันจนต้องหยีตา หลังสายตาปรับความเคยชินได้ ภาพที่เห็นคือท้องทะเลระยิบระยับด้วยเปลวแดดเคียงคู่กับผืนฟ้าสีครามที่แต้มด้วยปุยเมฆสว่างสุดสายตา โดยมีลมอุ่นไล้ผิวเบา ๆ ให้ชื่นกาย
    ที่นี่คือ ‘ภารีสา’ ซึ่งมีความหมายว่า ‘สรวงสวรรค์ชั้นบนสุด’

    สู่สวรรค์แห่งการพักผ่อน

    ขณะที่นักท่องเที่ยวหลายชีวิตเดินทางเข้ามาตามหาความเร้าใจในภูเก็ต บางชีวิตก็ต้องการแค่ช่วงเวลาพักผ่อนอันเงียบสงบเท่านั้น
    ภารีสาเป็นพูล วิลล่า รีสอร์ท ขนาด 49 ห้อง ขนาดตั้งแต่ 120-660 ตร.ม. บนพื้นที่ริม 14 ไร่ ซึ่งวางตัวอยู่ในมุมเงียบ ๆ ห่างจากตัวเมืองออกมาหน่อย ท่ามกลางธรรมชาติริมผาของชายทะเลอันดามันย่านกมลา
    ในฐานะของรีสอร์ท ที่นี่มี facilities มากมายไว้รองรับผู้ที่เข้ามาพักผ่อน ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สปา ห้องสมุด ฯลฯ แต่เราจะไม่ขอพูดถึงสิ่งที่รีสอร์ทไหนก็มีเช่นนั้น ตัวตนที่แสดงออกอย่างชัดเจนผ่านแนวคิดและการดีไซน์ต่างหากคือความโดดเด่นของภารีสา
    เราเชื่อว่าวินาทีหลังจากลั่นฆ้องแล้วเปิดบานประตูนั้นออกไปเพื่อพบทิวทัศน์สุดสายตาเป็นความตั้งใจที่กลั่นมาจากคอนเซปต์ที่ชัดเจน ก่อความประทับใจเฉพาะตัวซึ่งไม่มีที่ไหนเลียนแบบได้
    “เมื่อเข้ามาถึงคุณจะเจอล็อบบี้หลังคาสูงให้ความรู้สึกเหมือนโบสถ์ มีเสียงสวดมนต์เบา ๆ ให้ความรู้สึกแตกต่างจากโลกใบเดิมที่จอแจด้วยเสียงรถยนต์ เป็นความสงบเหมือนเวลาเข้าโบสถ์เพื่อชำระล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย” คุณ Scott Toon ผู้จัดการทั่วไปเล่าถึงแนวคิดให้ฟัง
    “และเมื่อตีฆ้อง นั่นคือการต้อนรับแบบชาวพุทธ เป็นสัญญาณว่าคุณพร้อมจะรีแลกซ์แล้ว”
    สิ่งที่รออยู่หลังประตูเป็นลานหญ้าสีชอุ่มริมผา เบื้องหน้าไร้รั้วกำแพงกั้น ไม่มีอะไรบดบังทัศนียภาพ 180 องศาที่อวดโฉมเบื้องหน้า บริเวณพื้นปูด้วยกระเบื้องสีทองเป็นประกาย ลานตรงนี้ชื่อว่า ‘มิราเคิลลอน’
    “พื้นสีทองเปรียบเหมือนลูกค้ากำลังยืนอยู่บนพรมวิเศษ เป็นอาลาดินที่กำลังจะบินไปท่องสวรรค์”
    เมื่อลงมาในส่วนของห้องอาหารซึ่งเป็นจุดเชื่อมไปสู่วิลล่าต่าง ๆ จะพบว่าส่วนนี้ตกแต่งด้วยโทนสีดำ-แดง เป็นหลัก ฉีกจากภาพสวรรค์ที่เพิ่งพบมาไม่น้อย โดยห้องอาหารแบ่งเป็น 2 สัญชาติ นั่นคือ ‘ตะลุงไทย’ ห้องอาหารไทย และ ‘Diavolo’ ห้องอาหารอิตาลี
    Diavolo เป็นภาษาอิตาลี มีความหมายว่าปิศาจ คำนี้เองเป็นที่มาของโทนสีดำ-แดง นั่นทำให้เราสงสัยเล็ก ๆ ว่าไหนบอกว่าเป็นสวรรค์ ทำไมถึงพามาเจอปิศาจเสียแล้ว?
    “ทำไมอยู่บนสวรรค์แล้วต้องมาทานอาหารในนรก เพราะนั่นหมายความว่าอาหารของเราอร่อยมากจนลูกค้ายอมตกจากสวรรค์”
    นั่นเป็นคำตอบที่เราได้รับ และทำให้เชื่ออย่างยิ่งว่านี่เป็นรีสอร์ทที่เปี่ยมไปด้วยความคิดจริง ๆ

    รีสอร์ทที่ออกแบบโดยเคารพธรรมชาติ

    “แรงบันดาลใจของที่นี่คือการอยู่กับธรรมชาติโดยไม่แตกแยก”
    แทบไม่ต้องหาคำยืนยัน สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราล้วนแสดงให้เห็นเช่นนั้น
    เมื่อออกจาก Diavolo มาสู่ระเบียง สิ่งที่ดึงดูดสายตาเราไม่ใช่ทิวทัศน์เต็มตาอย่างที่ ‘มิราเคิลลอน’ แต่กลับเป็นไทรต้นใหญ่ที่กิ่งก้านแผ่ให้ร่มเงาทั่วบริเวณ เมื่อชะโงกจากระเบียงจะเห็นว่าลำต้นเติบโตมาจากชั้นล่างสุดของรีสอร์ทซึ่งสูงร่วม 10 เมตร
    ไม่เพียงแค่ไทรต้นนี้ ยังมีต้นไม้อีกหลายต้นใช้ชีวิตอย่างสบายใจ ไม่มีการโน้ม ดัด หรือจัดให้ผิดธรรมชาติ มุมไหนที่ต้นไม้โตเกินพื้นที่ ระเบียงตรงนั้นก็จะถูกเว้นช่วงไว้แทนเพื่อให้ต้นไม้ได้สูงใหญ่อย่างไม่เป็นปัญหา ธรรมชาติเลยยินดีเป็นมิตรด้วย หยิบยื่นร่มเงา ความชุ่มชื่น และความเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตที่นี่
    “คุณจะเห็นว่าที่นี่ไม่ได้มีภาพวาดสวย ๆ แปะตามผนังอย่างที่อื่น เพราะที่นี่แค่เปิดหน้าต่างคุณก็มีธรรมชาติที่สวยงามให้เห็นแล้ว”
    ในภาพรวมที่กว้างกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นที่พัก อาคาร ต่างสร้างโดยเน้นสิ่งที่ใกล้เคียงธรรมชาติ เน้นการใช้โทนสีเขียว-น้ำตาล เพื่อคงลักษณะเดิมของพื้นที่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้และแนวหิน
    ‘ภารีสา’ ออกแบบโดยมีแรงบันดาลใจจาก Frank Lloyd Wright สถาปนิกชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญงานสถาปัตยกรรมที่เกิดจากพื้นถิ่น สะท้อนวัฒนธรรม ภูมิประเทศ และภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ แต่การจะทำให้พื้นที่ซึ่งอยู่ริมผา มีลักษณะลาดชัน และเต็มไปด้วยต้นไม้จำนวนมากสลับกับหินใหญ่ กลมกลืนกับธรรมชาติดูไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
    3 ปี เป็นเวลาในการก่อสร้างที่นี่
    “มันค่อนข้างยากเพราะเราต้องการรักษาธรรมชาติให้คงอยู่มากที่สุด จึงไม่เน้นการใช้รถแทรกเตอร์ เครื่องมือ หรือเครื่องจักรมากนัก หันไปเน้นการใช้คน ช่างไม้ ช่างฝีมือแทน”
    “มันเป็นการรักษาให้อยู่คงที่ ไม่ใช่การเข้ามาทำร้ายธรรมชาติแล้วค่อยปลูกทดแทน”
    เมื่อคิดเช่นนั้นวัสดุที่ใช้หลัก ๆ จึงเป็นอิฐทำมือและไม้ซึ่งให้โทนสีน้ำตาล-เขียวสื่อถึงธรรมชาติ
    อิฐทำมือมีคุณสมบัติเด่นที่การรักษาอุณหภูมิอย่างดีจึงช่วยประหยัดพลังงานทางอ้อม ประกอบกับสีของอิฐจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ วันไหนฝนตกจะออกโทนสีเข้มคล้ำ วันไหนอากาศดีจะเป็นสีสว่าง ขณะที่การใช้ไม้อาจก่อความยุ่งยากในระดับหนึ่งเพราะอายุการใช้งานไม่คงทนนัก เมื่อรวมกับสภาพอากาศที่เดี๋ยวแดด เดี๋ยวฝน เดี๋ยวลมทะเล ความทรุดโทรมจึงมาเยี่ยมเยือนไวกว่าปกติจนต้องมีการปรับปรุงกันทุก 4 เดือน
    “ไม่ลำบากหรือ? ” เรายื่นคำถามให้คุณ Scott
    “เรามีธรรมชาติที่คงความงามตลอดเวลาอยู่แล้ว ก็แค่แก้ไขในสิ่งที่เราสร้างเท่านั้น อาจเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องฟุ่มเฟือย แต่เราอยากให้ลูกค้าได้สัมผัส” เจ้าตัวตอบเช่นนั้น

    วิลล่าสไตล์ไทย

    เข้าสู่ส่วนของวิลล่าทั้ง 49 หลังกันบ้าง…
    ไม่เพียงแค่กลมกลืนกับธรรมชาติ ภารีสายังปรุงแต่งด้วยกลิ่นอายความเป็นภาคใต้ลงในวิลล่าแต่ละหลังอย่างชัดเจน
    “เราอยากให้ที่นี่เป็นเหมือนบ้านอีกหลังที่ลูกค้ามาสร้างไว้ที่ภาคใต้”
    อาคารส่วนมากมีลักษณะโปร่งโล่ง เพดานสูง หลังคาเป็นทรงปั้นหยาล้อแบบภาคใต้ อาศัยวัสดุธรรมชาติจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น กระเบื้องมุงหลังคา ผนังอิฐทำมือ การตกแต่งภายในเลือกใช้ศิลปวัตถุไทย คุมโทนสี เพียงพอให้แสดงตัวตนความเป็นไทยอย่างอ่างหินขัดซึ่งคุ้นเคยกันดีกับคนใต้เพราะบ้านส่วนใหญ่มักเป็นพื้นหินขัด
    วิลล่ามีทั้งหมด 5 แบบ แต่ละแบบมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปอย่างน่าสนใจ
    Cielo เป็นห้องขนาดใหญ่ที่สุด คุณสามารถมีช่วงเวลาพักผ่อนบนพื้นที่กว่า 660 ตร.ม. ภายในครบเครื่องทั้งสระส่วนตัว ห้องครัว ห้องพัก ทั้งหรูหราและขนาดใหญ่กว่าที่เคย
    Dima Spa เป็นห้องขนาดรองจาก Cielo มีจุดเด่นตรงสระว่ายน้ำที่ล้อมรอบห้อง รวมถึงเตียงสปาไว้รองรับผู้ที่รักความผ่อนคลายในรูปแบบนี้
    Cliff Pool Villa เป็นห้องที่อยู่ล่างสุด คุณจึงสามารถได้ยินเสียงคลื่นตลอดเวลา รวมถึงมีศาลาขนาดกว้างสำหรับพักผ่อนในบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ
    Aqua Pool Suite เป็นห้องที่มีสระส่วนตัวภายนอกพร้อมด้วยพื้นที่โอเพ่นแอร์
    Talay Suite เหมาะสำหรับครอบครัวที่มาหลายคนเพราะหนึ่งวิลล่าจะแบ่งเป็น 2 ห้องอย่างชัดเจน
    ตามประสาคนที่แวะเวียนไปชมแล้ว… บอกได้คำเดียวว่าน่านอนทุกห้อง
    “ที่นี่คุณสามารถสัมผัสได้ถึงความรีแลกซ์ มีความเงียบ มีธรรมชาติ ให้ลูกค้าได้ความรู้สึกแตกต่างของภูเก็ต ถึงจะมีรีสอร์ทอีกหลายแห่งในละแวกนี้ แต่คุณไม่สามารถเห็นที่นี่ชัดเมื่อมองจากบนฟ้าเพราะเรากลมกลืนกับธรรมชาติ นั่นคือความตั้งใจ เราไม่ต้องการเด่นเหนือธรรมชาติ แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่ง”
    เราเชื่อว่าลำพังเพียงแค่ตัวอักษรและภาพถ่ายคงไม่สามารถถ่ายทอดสุนทรียภาพอันละเมียดละไมของสถานที่แห่งนี้ออกมาได้อย่างครบถ้วยอย่างที่เป็น ยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่คุณอาจต้องเอาตาไปดู เอาหูไปฟัง เอาใจไปสัมผัส ด้วยตัวเอง
    สรวงสวรรค์ชั้นบนสุดรอคุณอยู่แล้ว







 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
เมษายน 2557
  • 75 ถนนภูเก็ต : อดีตของอนาคต
  • เรื่องจากปก : อธิคม ศรีรัตนประภาส กับพันธกิจทางการแพทย์ ของ รพ.มิชชั่นภูเก็ต
  • ห้องรับแขก : เด็กหญิงนักกอล์ฟ
  • ธุรกิจการท่องเที่ยว : เสียงสะท้อนจากประเด็นร้อน... ธุรกิจเวดดิ้งบนเกาะภูเก็ต
  • อสังหาริมทรัพย์ : Prive" 49






Radio Phuket











Copyright© 2005 - 2014 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink