กิมซิ้นพระ ศรัทธาผ่านงานศิลป์
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    เคยสังเกตตามบ้านเรือนของชาวภูเก็ต หรือชาวไทยเชื้อสายจีนไหมคะ ว่านอกจากจะมีหิ้งพระพุทธรูปไว้สักการะแล้ว บางบ้านยังมีหิ้งพระพุทธรูปจีน หรือ “กิมซิ้น” ไว้บูชาอีกด้วย ซึ่งแต่ละบ้านก็จะมีเทพเจ้าแต่ละองค์แตกต่างกันออกไปตามแต่ที่ตนเองและครอบครัวนับถือ มีทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ มีองค์เดียว มีหลายองค์ คละกันไป แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าจีนอย่างเหนียวแน่นของชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งหากมองในอีกแง่มุม จะเห็นความงดงามของศิลปะที่แฝงอยู่ในความศรัทธานี้ ผ่านทางลายเส้น น้ำหนักสี สัดส่วนการปั้น หรือแกะสลัก ที่ช่างฝีมือแต่ละคนบรรจงสร้างสรรค์ผลงานของตนขึ้นมาเพื่อให้เกิดความสมจริงที่สุด วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับงานศิลป์ชิ้นนี้ค่ะ

    กิมซิ้น หรือ กิมซิง เป็นภาษาฮกเกี้ยน ภาษาจีนกลางเรียกจินเซิน แปลตรงตัวว่า ‘ร่างทอง’ โดยได้อิทธิพลมาจากพุทธศาสนา ดังที่ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระฉวี (ผิว) ดุจทองคำ ซึ่งเป็น 1 ในมหาปริสลักษณะ 32 ประการ (ลักษณะของมหาบุรุษ) ต่อมาได้นำคำนี้มาใช้เรียกรูปเคารพ หรือเทวรูปที่มีลักษณะเป็นประติมากรรม (หล่อ ปั้น แกะสลัก) ของชาวจีนทั้งในพุทธศาสนาและศาสนาเต๋า

    ประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดภูเก็ตเป็นคนไทยเชื้อสายจีน และได้สืบทอดวัฒนธรรมและความเชื่อของบรรพบุรุษชาวจีนมา ในเรื่องของการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา (หยกอ๋องซ่งเต่หรือถี่ก๋ง) ประกอบกับในอดีตมีคณะงิ้ว (ปั่วฮี่) เข้ามาเปิดการแสดงที่อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เนื่องจากกะทู้ในสมัยนั้นมีลักษณะเป็นป่าทึบและห้อมล้อมไปด้วยหุบเขา จึงเป็นที่เพาะพันธุ์และแพร่กระจายของสัตว์ป่า ชาวกะทู้จึงป่วยเป็นโรคระบาดกันจำนวนมาก และเมื่อชาวงิ้วเข้ามาแสดงที่กะทู้ได้ไม่นาน ก็เกิดโรคระบาดขึ้นกับคณะงิ้ว ชาวคณะงิ้วจึงนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้ประกอบพิธีกินผัก ถ้าจะเดินทางไปร่วมพิธีที่จีนก็คงไม่ทัน จึงตัดสินใจประกอบพิธีกินผักขึ้นอย่างง่าย ๆ ที่โรงงิ้ว เมื่อได้ประกอบพิธีกินผัก โรคระบาดของคณะงิ้วก็หายไป ทำให้ชาวกะทู้เกิดความประหลาดใจและเกิดความเชื่อในพิธีกินผัก จึงได้นำเอาพิธีกินผักที่ชาวคณะงิ้วแนะนำไปปฏิบัติกัน หลังจากนั้นไม่นานโรคระบาดของชาวกะทู้ก็หายไปเช่นกัน ชาวกะทู้จึงประกอบพิธีถือศีลกินผักมาจนถึงปัจจุบัน และก่อนที่คณะงิ้วจะเดินทางไปแสดงที่อื่นได้มอบกิมซิ้น ไว้ให้ชาวกะทู้ได้เคารพบูชา และประกอบพิธีกรรมเป็นจำนวน 3 องค์ ได้แก่ เตี้ยนหู้หง่วนโส่ย (เล่าเอี๋ย) ซึ่งเป็นเทพแห่งศิลปการแสดงงิ้ว องค์ที่สองคือส่ามหู้อ่องเอี๋ย ซึ่งเป็นมือขวาของเล่าเอี๋ย และองค์ที่สามคือ ส่ามไท้จือ (นาจา) ชาวฮกเกี้ยนนิยมเรียกกันว่า ลี้โล่เฉี้ย จากความเชื่อและความเป็นมาเหล่านี้จึงเป็นต้นกำเนิดของกิมซิ้นในจังหวัดภูเก็ต ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า แทบจะทุกบ้านที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนจะต้องมีกิมซิ้นหรือรูปพระจีนไว้ สักการะบูชา

    วัสดุที่นำมาทำกิมซิ้นมีหลายชนิด เช่น ทองคำ เงิน ทองเหลือง สำริด หยก หิน ปูน ไม้ กระเบื้องดินเผา ฯลฯ แต่กิมซิ้นในศาสนาเต๋าส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ ซึ่งไม้ที่นิยมนำมาสร้างเช่น ไม้เทพทาโร ไม้กฤษณา ไม้จันทน์ ไม้การบูร เป็นต้น ซึ่งไม้เหล่านี้เป็นไม้เนื้อหอม แต่มีราคาแพง เมื่อนำมาแกะเป็นกิมซิ้น จึงเหมือนเป็นการบูชาไปด้วย โดยเฉพาะไม้การบูรนั้น เป็นไม้เนื้อแกร่งที่มีกลิ่นหอมฉุน จึงลดภาวะเสี่ยงจากแมลงกัดกิน จึงถือเป็นไม้ที่ดีที่สุดในการแกะกิมซิ้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบางแห่งได้มีการนำวัสดุสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ทดแทน ได้แก่ ไฟเบอร์ เรซิ่น และเซรามิค เป็นต้น ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ก็จะมีอายุไม่ยืนนานเท่ากิมซิ้นไม้

    ส่วนขั้นตอนและวิธีทำนั้น ก็มีมากมาย และค่อนข้างซับซ้อน เพราะแต่ละขั้นตอนจะถูกเชื่อมโยงกับความเชื่อ ความศรัทธา ไม่ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้ที่สามารถแกะกิมซิ้น เราได้มีโอกาสพูดคุยกับช่างแกะสลักกิมซิ้นฝีมือดีของภูเก็ต คุณถาวร บุตรลพ (โกก๊วน)  

    ช่างแกะต้องเป็นคนไปเลือกไม้ที่จะนำมาแกะเอง หลังจากนั้นจะต้องนำมาตั้งทรงตัวไว้ในพื้นที่แห้ง ห้ามวางนอนกับพื้น เพราะจะทำให้ไม้เสียทรง และอาจแตกได้เมื่อนำไปแกะ เมื่อได้ไม้ตามที่ต้องการแล้ว จะต้องทำการเปิดหน้าไม้ หรือเตี้ยมไม้ เป็นการแกะเพื่อเอาฤกษ์ และปลุกเสกไม้ ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่สามารถทำได้วัน หรือทุกเวลา แต่จะต้องทำตามฤกษ์ยามของพระจีน หลังจากนั้นจึงจะทำการแกะสลัก โกก๊วนเล่าว่า ก่อนที่จะเริ่มงานแกะสลักกิมซิ้นในทุก ๆ เช้า จะต้องชำระร่างกายให้สะอาด เสริมความมงคลให้ตนเอง เพื่อให้การแกะสลักงานแต่ละชิ้นผ่านไปได้ด้วยดี เพราะกิมซิ้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนแกะจึงต้องมีความเลื่อมใสศรัทธาด้วย จึงจะส่งเสริมให้งานออกมาดี


    หลังจากได้โครงไม้ของกิมซิ้นแล้ว ก็จะขัดด้วยกระดาษทรายหยาบ และกระดาษละเอียด เพื่อเกลาผิวไม้ให้เนียนเรียบ ก่อนจะลงรายละเอียดการแกะลวดลายต่าง ๆ แล้วจึงค่อยลงสี ซึ่งในการแกะสลักกิมซิ้นจีนยุคแรก ๆ ส่วนมากจะมีเฉพาะการลงรักปิดทอง หรือแม้กระทั่งไม่มีการปิดทองหรือทาสีแต่อย่างใด เนื่องจากสีที่ผลิตได้ในยุคนั้นได้จากการนำหิน หรือแร่ธาตุที่มีสีมาบดให้ละเอียด จากนั้นนำไปผสมกับกาวยางที่ได้จากพืชหรือสัตว์ ซึ่งวิธีการดังกล่าวค่อนข้างยุ่งยาก และสีที่ได้ก็ไม่สวยนัก

    ขั้นตอนที่ท้าทายความสามารถของช่างแกะสลักอีกอย่าง คือการเขียนหน้าขององค์พระ ที่จะต้องใช้ทักษะทางศิลปะค่อนข้างสูง ต้องประณีตกับทุกรายละเอียด ปาก จมูก หนวด คิ้ว ตา และแม้กระทั่งแววตา ขั้นตอนสุดท้าย คือการติดอาวุธ จึงจะได้กิมซิ้นที่น่าเลื่อมใสหนึ่งองค์ ซึ่งระยะเวลาที่ใช้ในการแกะสลักนั้น ขึ้นอยู่กับขนาด และอิริยาบถหรือป้านขององค์พระที่ทำการแกะสลัก อย่างเช่นป้านนั่ง จะมีความยากในการแกะมากกว่า จึงจะใช้เวลานานกว่า

    เมื่อได้องค์กิมซิ้นแล้ว จะต้องทำการเบิกเนตร หรือ ไคกวาง หรือ ไคเตี่ยนเอี๋ยนกวาง ซึ่งเทียบได้กับพิธีเทวาภิเษกหรือพุทธาภิเษกของคนไทย โดยเชื่อกันว่าจะเป็นการเปลี่ยนไม้แกะสลักธรรมดา ให้มีชีวิตขึ้นมา ตลอดจนเป็นที่สถิตของเทพเจ้า ซึ่งหากไม่มีฤกษ์ไคกวางแล้ว อาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดวางกิมซิ้นได้ ในทางปฏิบัตินั้นอาจต้องรอถึงหลายเดือนจึงจะได้ฤกษ์ที่เหมาะสม

    หิ้งพระของชาวจีนในภูเก็ต มักมีกิมซิ้นตั้งอยู่ทุกบ้าน ซึ่งจะเป็นเทพเจ้าหลากหลายองค์ คละกันไป แต่ที่เห็นมากน่าจะเป็นเทพเจ้ากวนอูทั้งป้านนั่ง และป้านยืน เจ้าแม่กวนอิม ลี้โล่เฉี้ย ฯลฯ โดยบางคนเชื่อว่าการบูชาพระป้านนั่งจะทำให้ชีวิตสงบ สุขสบายกว่าพระป้านยืน เพราะการยืนเปรียบเสมือนการพร้อมต่อสู้ หรือการต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ แต่การนั่งเหมือนเป็นการพักผ่อน
    กิมซิ้น ไม่ใช่เป็นเพียงรูปเคารพ ที่ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ แต่เป็นงานศิลปะที่แฝงไว้ซึ่งความศรัทธา ทั้งของผู้แกะสลัก และผู้ครอบครอง ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีความหมายลึกซึ้ง เป็นเหมือนจุดเชื่อมวิถีชีวิต และความเชื่อเรื่องเทพเจ้าของชาวภูเก็ตไว้อย่างชัดเจน


ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง...
http://www.yokipedia.com
http://www.m-culture.in.th






 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
ตุลาคม 2557
  • 75 ถนนภูเก็ต : ทุน ขุนศึก และอำนาจรัฐ
  • เรื่องจากปก : Attitude CEO "วีระชัย ปรานวีระไพบูลย์" กับบทบาทนักบริหารความคิด
  • ห้องรับแขก : "รัตน์ เพื่อนรักษ์" ผู้ชักเชิดหุ่นสายด้วยหัวใจ
  • PHUKET"S NEXT GEN : Magic 5... 5 เท้าไฟ ร่ายสเต็ปมหัศจรรย์
  • ธุรกิจการท่องเที่ยว : Blu Monkey Bed & Breakfast

















Copyright© 2005 - 2014 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink