ลั๊ลลา ลันตา ตอนจบ
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    เดินทางมาจนถึงโค้งสุดท้ายของทริปลั๊ลลา ลันตา วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะได้สัมผัสความสวยงามของเกาะแห่งนี้ แต่นอกเหนือจากความงามของชายหาด และท้องทะเลที่ได้กล่าวไปแล้วทั้ง 2 ตอน บนเกาะลันตาใหญ่ที่เต็มไปด้วยพื้นที่จับจองของธุรกิจท่องเที่ยวประเภทต่าง ๆ กลับมีเรื่องราวความเป็นไปของผู้คนบนเกาะที่น่าสนใจไม่แพ้กัน...

    เช้าตรู่ของวันเดินทางกลับ ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เพราะเจ้าจ๋อน้อยใหญ่ มาเดินวนหาอาหารรอบ ๆ บ้านพัก ออ... เมื่อคืนฉันเข้าพักที่บ้านพักของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตาค่ะ และที่นี่มีลิงแสมอาศัยอยู่เป็นฝูงใหญ่ ก่อนเข้าพัก เจ้าหน้าที่ได้ออกปากเตือนว่าให้ระวังลิงพวกนี้ เพราะพวกมันค่อนข้างซุกซน สนใจทุกอย่างที่ย่างก้าวเข้าสู่อุทยานฯ และที่สำคัญพวกมัน “รูดซิปได้” ได้ยินดังนั้น ก็ยังแอบชื่นชมในใจ “ลิงพวกนี้มันฉลาดจัง” แต่พอได้เข้ามารู้จักกับพวกมันจริง ๆ จึงรู้ว่าไม่ใช่เพียงแค่ฉลาด แต่พวกมัน “ตะกละมาก” เพราะไม่ทันที่ฉันจะเดินถึงที่พัก พร้อมถุงพลาสติกใส่ขนมใบใหญ่ พวกมันก็รีบกระโจนเข้ามาคว้าถุงใบนั้นไป ฉันและเพื่อนจึงต้องวิ่งไล่กันจ้าละหวั่น สุดท้ายขนมทั้งถุงก็เหลือเพียงแต่ซากไว้ให้เชยชม ประทับใจมิรู้ลืมจริง ๆ จำไว้เลยนะเจ้าจ๋อ!!!

    จบจากเรื่องลิง ๆ มาคุยเรื่องอุทยานฯต่อ  อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตาอยู่ทางใต้สุดและเป็นจุดสุดทางของเกาะ ซึ่งตั้งอยู่บนแหลมโตนด ที่เป็นแหลมยื่นออกนอกทะเล ด้านทิศตะวันออกเป็นหาดทรายขาวละเอียด แซมด้วยโขดหิน น้ำทะเลใส สามารถลงเล่นน้ำได้เมื่อช่วงเวลาน้ำขึ้น ยามเช้านั้นสดใส สดชื่น เงียบสงบ ได้ยินเสียงนกเงือกแว่วมาไกล ๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่โชคไม่เข้าข้างที่ฉันไม่เห็นเจ้าของเสียงนั่น ส่วนด้านทิศตะวันตกเป็นหาดที่เต็มไปด้วยหินก้อนกลม ๆ รูปร่างแปลกตาจำนวนมาก จนชาวบ้านขนานนามว่าหาดหินงาม


    ชื่อแหลมโตนดนั้น มาจากต้นตาลโตนดที่มีอยู่มากมายกระจายอยู่เต็มพื้นที่ ที่นี่ไม่มีโรงแรม รีสอร์ท หรือร้านค้าใด ๆ ทั้งสิ้น แต่มีบ้านพักของอุทยานฯ เต็นท์ ร้านค้าสวัสดิการ และห้องน้ำสะอาดไว้ให้บริการ นอกจากนี้ยังสามารถเดินป่าชมความสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ ตามเส้นทางที่อุทยานฯกำหนดไว้ อีกทั้งที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของประภาคารอันเป็นสัญลักษณ์ประจำเกาะลันตา ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเชิงเขาไม่สูงนัก ยามพระอาทิตย์ตกดิน วิวจากจุดนี้สวยงามยิ่งนัก อยากให้คุณผู้อ่านได้ลองขึ้นไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง สำหรับพี่ต้องการความสงบเงียบ และต้องการสัมผัสธรรมชาติ ที่พักของอุทยานฯ หรือนอนในเต็นท์ก็เพิ่มอรรถรสในการท่องเที่ยวไปอีกแบบ

    เดินชมบรรยากาศของอุทยานฯ จนครบถ้วน และเอร็ดอร่อยกับอาหารเช้าจนอิ่มแปล้ ฉันจึงเก็บข้าวของเตรียมตัวออกเดินทาง แต่ก่อนจะกลับ ฉันจะพาคุณผู้อ่านไปกับอีกแง่มุมของชาวเกาะลันตา ซึ่งก็คือหมู่บ้านชาวไทยใหม่ หรือชาวเลสังกาอู้ และชุมชนเก่าเกาะลันตา (Lanta Old Town) กันค่ะ

    ฉันขับรถออกจากอุทยานฯ และย้อนกลับไปทางทิศเหนือ ผ่านอ่าวไผ่ หาดคลองจาก หาดบากันเตียง จนไปเจอกับหาดคลองนิน และเจอสามแยก หากเลี้ยวซ้ายจะไปเจอกับหาดคลองโตบ หาดคลองโขง หาดพระแอะ และหาดคลองดาว แต่ฉันเลี้ยวซ้าย และขับรถตรงไปประมาณ 20 กิโลเมตร จะเจอกับชุมชนเมืองเก่า ตามเส้นทางนี้ นักท่องเที่ยวจะผ่านแนวทิวเขา และการทำสวนยางพาราของชาวบ้านมุสลิม นักท่องเที่ยวสามารถจอดชมและแวะเข้าไปดูวิธีการผลิตจากน้ำยาง ออกเป็นแผ่นยางได้

    เมื่อเดินทางถึงชุมชนเก่าเกาะลันตา จะพบกับบ้านเรือนของชุมชนเมืองเก่าเกาะลันตา ที่ยังคงลักษณะการตกแต่งสถาปัตยกรรมตามแบบบ้านจีนโบราณ ซึ่งบ้านหลาย ๆ หลัง ก็ดัดแปลงบ้านเรือนตนเองให้กลายเป็นร้านค้าเก๋ ๆ และมีร้านขายกาแฟ เครื่องดื่มและอาหารทะเล รวมไปถึงบางหลังก็กลายเป็นเกสท์เฮ้าส์น่ารัก ๆ ไว้บริการนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึก ของฝากจากเกาะลันตา เช่น โปสการ์ด เปลยวน พวงกุญแจ เป็นต้น ก็สามารถหาซื้อได้จากที่นี่เช่นกัน ชุมชนเมืองเก่าลันตานั้น ค่อนข้างมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมตลอดเวลา แม้ในเช้าวันนี้ที่อากาศค่อนข้างร้อน ก็ยังเห็นนักท่องเที่ยวมาเดินจับจ่ายซื้อของฝากกันอย่างคึกคัก

    ไม่ไกลจากชุมชนเก่าเกาะลันตา จะมีหมู่บ้านชาวเล หรือชาวไทยใหม่ตั้งอยู่ ซึ่งตรงนี้จะเรียกว่า ชาวไทยใหม่หัวเกาะ เรายังพอเห็นชาวบ้านที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านไม้ริมทะเล แต่บ้านเรือนหลาย ๆ หลังถูกติดป้ายบอกเช่า หรือขาย เพื่อทำเป็นเกสท์เฮ้าส์ริมน้ำ แทบจะมองไม่เห็นวิถีชีวิตความเป็นชาวน้ำให้เห็นอีกเลย นายทุนส่วนใหญ่ก็คงไม่แคล้วพวกตาน้ำข้าว ที่เล็งเห็นช่องทางในการสร้างเม็ดเงินจากการทำเกสท์เฮ้าส์ หรือร้านอาหาร นั่นก็ว่าน่าใจหายแล้ว แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่า ก็น่าจะเป็นนายทุนคนไทยด้วยกันนี่แหละ ที่จ้องจะกลืนกินทุนทางวัฒนธรรมที่เรามีอยู่ในมือให้ค่อย ๆ หมดไปเรื่อย ๆ แต่จะโทษใครเพียงฝ่ายเดียวก็ทำไม่ได้ คงต้องหันกลับไปมองคนในพื้นที่เองด้วยเช่นกัน ว่าจะต้านทานกระแสทุนนิยมได้ดีแค่ไหน

    ฉันเดินมาจนเจอกับ คุณป้าดำ หรือคุณประพิน ซึ่งกำลังนั่งซ่อมเครื่องมือตากปลาอยู่หน้าบ้านไม้เรือนงาม อย่างสบายอุรา เธอยิ้มและกล่าวทักทายอย่างเป็นมิตร บทสนทนาระหว่างผู้มาเยือน และเจ้าบ้านจึงเริ่มขึ้น ป้าดำบอกกับเราว่า “บ้านหลาย ๆ หลังถูกขายให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการทำเกสท์เฮ้าส์ริมน้ำ ส่วนตัวเจ้าของบ้านก็ออกไปทำมาหากินอื่นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแทน ไปเป็นลูกจ้างในโรงแรมบ้าง รีสอร์ทบ้าง หรือร้านอาหารบ้าง บ้านป้านี่ก็มีคนมาติดต่อซื้อหลายคนแล้ว แต่ป้าไม่ขาย เอาไว้นอนดีกว่า” นำเสียงสดใส สำเนียงภาษาใต้ถูกเปล่งออกมาอย่างไม่เคอะเขิน

    เธอยอมรับว่าวิถีชีวิตแบบชาวประมงเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัว ตนและลูกชายจึงต้องหาอาชีพเสริม คือการรับจ้างนำทัวร์ทางเรือให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งมันก็ทำให้เธอและครอบครัวมีกิน มีใช้อย่างไม่ฝืดเคืองนัก “ป้าไม่ได้ตั้งใจจะทำทัวร์เป็นเรื่องเป็นราวหรอก เป็นความคิดของลูกชาย เขาว่ามีนักท่องเที่ยวมาถาม มาคุยกับเขาเยอะ เขาเลยตัดสินใจว่าจะทำ โดยเขามีหน้าที่ขับเรือพานักท่องเที่ยวไปเที่ยว ส่วนป้าก็ทำกับข้าวให้กับนักท่องเที่ยวไปกินบนเรือ รายได้ก็แล้วแต่ว่า ช่วงนั้นได้นักท่องเที่ยวเยอะแค่ไหน ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าที่เคยไปเที่ยวด้วยกัน แล้วแนะนำเพื่อนมาอีกที ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำ เพราะนักท่องเที่ยวน้อย ลูกชายก็ไม่อยู่ ก็ออกเล (ออกทะเล) เหมือนเดิม แต่ก็ลำบากเพราะปู ปลาไม่มากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”

    ฉันบอกลาและจากมาด้วยความรู้สึกค่อนข้างเสียดาย ที่ความจำเป็นหลาย ๆ อย่างบีบบังคับให้ชาวไทยใหม่เกาะลันตา ต้องเปลี่ยนตัวตน เพื่อความอยู่รอด แต่หากสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นการทำลาย ทำร้ายธรรมชาติ รวมไปถึงวิถีชีวิตเดิมที่เคยมี ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องดี

    ขับรถต่อมาอีกนิดเดียวก็เป็นชุมชนของชาวเลอีกกลุ่ม ที่เรียกว่าชาวสังกาอู้ ซึ่งตั้งรกรากที่นั่นอยู่ประมาณ 50 กว่าหลังคาเรือน บ้านเรือนหลายหลัง ยังคงเป็นบ้านไม้ แต่ก็มีอีกหลายหลังที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ หลังจากที่เกิดความเสียหายจากเหตุการณ์สึนามิ

    วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวสังกาอู้เป็นที่น่าสนใจแก่นักท่องเที่ยว เพราะพวกเขาดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ออกเรือ หาปลา เลี้ยงสัตว์ทำสวนเล็กน้อย บ้างก็หาหอยและปูตามแนวโขดหินใกล้ชุมชนเมื่อน้ำทะเลลด โดยใช้หินแหลมที่นำมาแงะเอาหอยตามซอกหิน ใส่กะละมังที่เตรียมไว้เอาไปประกอบอาหารอันโอชะในค่ำคืนนั้น แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป หลาย ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน

    เราได้พูดคุยกับคุณลุงทวี ทะเลลึก ชาวสังกาอู้ ที่ยังคงเลี้ยงชีพด้วยการออกเรือหาปลา แต่เมื่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมมีเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทกับคนบนเกาะมากขึ้น วิถีการหาปลาแบบพอเพียง จึงไม่เพียงพอในการหาเลี้ยงชีพ สมาชิกในครอบครัวของคุณลุงทวี จึงต้องก้าวเข้าสู่สายพานแห่งการท่องเที่ยวเหมือนกับคนอื่น ๆ บนเกาะ ความเป็นตัวตนของชาวเล ก็เริ่มถูกบดบัง และเลือนรางลงเรื่อย ๆ มีเพียงพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาเท่านั้น ที่ยังคงยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวสังกาอู้ให้ยังคงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เช่น พิธีลอยเรือ หรือเทศกาลลานตา ลันตา เทศกาลประจำปีที่ดึงดูดทุกชาติพันธุ์บนเกาะลันตาให้มารวมกัน
    ได้เวลาที่ฉันต้องเดินทางกลับเกาะภูเก็ตกันแล้วจริง ๆ ทริปลั๊ลลา ลันตาครั้งนี้ เป็นทริปที่สุดสนุก สุดมัน และได้ประโยชน์สำหรับฉันมาก ๆ หากคุณผู้อ่านสนใจจะมาเที่ยวที่เกาะลันตา ฉันแนะนำให้มีเวลาสัก 3 วัน 2 คืน เป็นอย่างน้อย จะได้ท่องเที่ยวบนเกาะให้ทั่ว และจะได้ไม่เหนื่อยกับการเดินทางมากนักและหากมีเวลาเหลือก็ยังสามารถนั่งเรือต่อไปเที่ยวเกาะแก่งต่าง ๆ ใกล้ ๆ กับเกาะลันตา เช่น เกาะรอก เกาะพีพี เกาะไหง และเกาะห้า เป็นต้น อย่าลืมมากันนะคะ จะได้ลั๊ลลากันถ้วนหน้า

ข้อมูลอ้างอิง...
www.lantainfo.com





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
มิถุนายน 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : ปลายฟ้าที่ฮุนซา… ตักกสิลา… แล้ว "เก็บฉาก"
  • เรื่องจากปก : ‘การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง’.... นิยามความสำเร็จ ของ บุญ ยงสกุล
  • Business : BCISโรงเรียนนานาชาติโฉมใหม่ของภูเก็ต
  • Business : Casa Signature...บ้านหรูบนชัยภูมิแบบผู้นำที่เก่งและเฮง
  • ห้องรับแขก : กว่าจะมาเป็น นางฟ้ากู่เจิง "แอนนี่ - อธิษฐ์รดา จันทร์ชูวณิชกุล"

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink