ท่องหมู่เกาะอ่างทอง การเดินทางที่น่าจดจำ
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    สืบเนื่องจากทริปสำรวจเกาะพะลวย เกาะสีเขียว หนึ่งในสถานที่น่าสนใจของหมู่เกาะอ่างทอง ฉันจึงมีโอกาสได้ไปยลโฉมความงามของสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ในท้องทะเลอ่าวไทยอีกด้วย

    สิ่งสำคัญในการเตรียมตัวเดินทางครั้งนี้ เห็นจะเป็นโลชั่นกันแดด หมวก ร่ม หรือแม้แต่ผ้าคลุม ไว้สำหรับกันแดด กันฝน กันร้อน ระหว่างนั่งเรือ เพราะฉันจะต้องนั่งเรือหางยาวของชาวบ้านเกาะพะลวย ที่มีเพียงที่นั่ง และเครื่องยนต์ใบพัดเรือ ไม่มีหลังคาคอยคุ้มแดดคุ้มฝนให้ ดังนั้นสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้ว จึงจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ผิวหนังระคายเคืองง่าย

    นอกจากนี้ขอแนะนำให้ใช้กระเป๋ากันน้ำ แทนกระเป๋าทั่วไป เพราะระหว่างการเดินทาง ถึงแม้ลมฝนจะสงบ ไร้ซึ่งพายุ แต่ด้วยขนาดเรือที่ไม่ได้ใหญ่มาก เมื่อต้องแล่นฝ่าเกลียวคลื่นกลางทะเล ย่อมเกิดการปะทะระหว่างเรือ และคลื่นได้ง่าย ละอองน้ำใหญ่น้อยก็จะกระเซ็นเข้ามาในเรือตลอดเวลา กระเป๋ากันน้ำจะสามารถป้องกันความเสียหายต่อสิ่งของจากน้ำเค็มได้

     ฉันและเพื่อนร่วมทางอีก 4 ชีวิต จัดแจงสวมเสื้อชูชีพ พร้อมออกเดินทาง นายท้ายเรือก็พร้อมแล้วเช่นกัน เสบียง และน้ำดื่มถูกบรรจุลงในลังน้ำแข็ง เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็ออกเรือกันเลย

    หากคุณผู้อ่านเดินทางจากภูเก็ต ให้มุ่งหน้าสู่อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี หลังจากนี้ให้ขับต่อไปยังอำเภอดอนสัก จนถึงท่าเรือเฟอร์รี่ แล้วนั่งเรือไปลงที่เกาะสมุยใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง หรืออาจจะเดินทางด้วยเรือนอนจากท่าเทียบเรือบ้านดอน เรือจะออกตอนกลางคืนประมาณ 23.00 น. และจะไปถึงเกาะสมุยในช่วงเช้าตรู่ เมื่อไปถึงเกาะสมุยแล้ว ต้องนั่งเรือจากท่าเรือบ่อผุด และท่าเรือหน้าทอนบนเกาะสมุย ไปลงที่หมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งมีเรือทุกวัน เวลา 8.30 น. และขากลับมีเรือรอบ 15.00 น.

    ฟังดูค่อนข้างยุ่งยาก และต้องมีการกะเกณฑ์เวลาในการเดินทางเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันการตกเรือ แต่สำหรับพวกเราที่เดินทางจากเกาะพะลวย ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมงเดียว เราก็มาถึงหมู่เกาะอ่างทอง


    หมู่เกาะอ่างทอง ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 21 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 มีพื้นที่ทั้งหมด 102 ตร.กม.อยู่ในพื้นที่ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบไปด้วยเกาะทั้งสิ้น 42 เกาะ สมกับคำขวัญของเมืองสุราษฎร์ฯ ที่ว่า “เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ”ซึ่งเกาะส่วนใหญ่เป็นเขาสูงชันเกาะกลุ่มเรียงตัวกัน

    จุดแรกที่เรือพาเราไป คือเกาะวัวตาหลับ สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ เราเดินทางไปถึงค่อนข้างสายแล้ว กองทัพนักท่องเที่ยวจึงกระจายกันอยู่ทุกจุดบนเกาะ ทำเอาเกาะที่เงียบสงบ และสวยงามแห่งนี้ ดูคึกคักผิดหูผิดตา

    เกาะวัวตาหลับ เป็นเกาะใหญ่ของหมู่เกาะอ่างทอง และเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง โดยอยู่บริเวณอ่าวคา ซึ่งมีหาดทรายขาวละเอียด มีทิวต้นมะพร้าวเรียงรายบริเวณหน้าหาด เหมาะแก่การลงเล่นน้ำ นอนอาบแดด หรือพักผ่อน จิบน้ำผลไม้ปั่นเย็น ๆ ให้สบายใจ บริเวณที่ทำการก็จะมีร้านค้า ร้านอาหาร บ้านพัก และห้องน้ำไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว มีบ่อน้ำเล็ก ๆ ไว้สำหรับล้างหน้า ล้างตัว แต่ปริมาณน้ำมีไม่มากนัก จึงขอแนะนำให้ใช้น้ำอย่างประหยัดค่ะ

    ถัดไปด้านหลัง มีทางเดินขึ้นไปจุดชมวิวมุมสูง ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของหมู่เกาะอ่างทองโดยรอบได้อย่างชัดเจน ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ‘จุดชมวิวจันทร์จรัส’มีระยะทางเพียง 500 เมตร แต่เป็นระยะทางที่เต็มไปด้วยหินปูนที่แหลมคม และต้นไม้ที่รกทึบ เส้นทางค่อนข้างลาดชัน จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการปีนป่าย เส้นทางสั้น ๆ นี้ จึงสามารถดึงดูดพลังงานของคุณได้พอ ๆ กับการวิ่งออกกำลังกายรอบสนามบอลสัก 10 รอบสำหรับใครที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายรับรองว่า ‘หอบ’ แน่นอนค่ะ

    แต่หากคุณผู้อ่านสามารถฝ่าฟันอุปสรรคจากความเหน็ดเหนื่อยได้ ฉันรับรองว่าคุณจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะความงดงามของธรรมชาติที่ไร้สิ่งบดบัง ภาพของบรรดาเกาะน้อยใหญ่สีเขียวสลับเทา เรียงรายสุดลูกหูลูกตา ตัดกับสีฟ้าครามของท้องทะเลอ่าวไทย ยิ่งงดงามมากขึ้น หากเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส เป็นภาพที่ใครเห็นก็ต้องจารึกจดจำกันมิลืมเลือน

    เราใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง ในการเดินขึ้นและลงจุดชมวิว สิ่งแรกที่เราทำหลังจากลงมาจากจุดชมวิว คือหาเครื่องดื่มเย็น ๆ มาเติมความหวานให้กับร่างกาย ก่อนจะฝากท้องมื้อเที่ยงไว้กับร้านอาหารสวัสดิการที่ให้บริการอาหารตามสั่ง สำหรับชั่วโมงนี้แล้ว ไม่ว่าอาหารจะหรูเลิศแค่ไหน ก็คงสู้อาหารธรรมดา ๆ มื้อนี้ไม่ได้แล้วค่ะ


    เมื่ออิ่มท้องกันแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางต่อไปที่เกาะแม่เกาะ ใช้เวลาเพียง 15 นาที ที่นี่เป็นที่ตั้งของทะเลในทะเลสาบสีเขียวมรกต หนึ่งเดียวในอ่าวไทย ขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 250 เมตร ล้อมรอบไปด้วยหินปูน มีอุโมงค์ใต้น้ำที่เชื่อมต่อกับทะเลด้านนอก ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากการยุบตัวแล้วจมลงใต้น้ำ และจุดที่จะมองเห็นทะเลในได้อย่างชัดเจน จำเป็นจะต้องปีนบันไดที่ค่อนข้างสูงและชัน ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนสุดทาง แล้วจะมีทางลงให้ไปชมความใสสะอาดของทะเลในอย่างใกล้ชิด สามารถมองเห็นปลากระเบนมาว่ายน้ำอยู่ใกล้ ๆ และยังเป็นที่อยู่ของปะการังรูปร่างสวยงาม รวมไปถึงหอยเม่น ที่สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารอันโอชะอีกด้วย ระหว่างทางจะมีหินปูนแปลกตาให้ถ่ายรูป และมีจุดพักเหนื่อยเป็นระยะแต่กว่าจะเดินครบทุกมุมเล่นเอาเหนื่อย เมื่อยล้าได้เช่นกัน ทางที่ดีควรจะพกขวดน้ำเล็ก ๆ ไปด้วยนะคะ

    สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่น ๆ ของหมู่เกาะอ่างทองยังมีอีก ได้แก่ เกาะสามเส้า เกาะท้ายเพลา เกาะหินดับ และเกาะวัวกันตังแต่ก่อนเรือจะพาเรากลับที่พัก ก็ได้แวะพาพวกเราไปพักผ่อนหลบแดดกันที่อ่าวสองพี่น้อง ซึ่งเป็นชายหาดเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ มีร้านอาหาร และเครื่องดื่มไว้บริการ อีกทั้งยังมีบริการให้เช่าเก้าอี้ชายหาด และเรือคายักอีกด้วย หรือจะลงเล่นน้ำก็ได้ เพราะน้ำทะเลที่นี่ใสสะอาดจริง ๆ

    พวกเราพักผ่อนเอนกาย นอนฟังเสียงลม เสียงคลื่นกันพอเป็นพิธี แล้วจึงลากเรือคายักลงไปพายกันอย่างสนุกสนาน และไม่ลืมจะกระโดดน้ำกันกลางทะเลตามประสาวัยมัน จนหมดเรี่ยวแรงแล้วจริง ๆ นั่นแหละ จึงตัดสินใจกลับที่พัก

    แม้ว่าจะเตรียมพร้อมกับการป้องกันแสงแดดเป็นอย่างดี แต่ก็มิวายจะโดนแดดแผดเผาจนแสบร้อนไปทั่วทั้งแขน และบริเวณท้ายทอย ผนวกกับความเหนื่อยล้าจากการปีนป่ายจุดชมวิวทั้งสองแห่ง และยังต้องออกแรงพายเรือคายักอีก ทำให้พวกเราหิวโหยเหมือนไม่รู้จักอาหารมาหลายวัน แต่กระนั้น พวกเรากลับแทบไม่มีแรงเคี้ยวอาหารทะเลสด ๆ จานโตตรงหน้า น่าเสียดายยำหอยแม่นรสแซ่บ ที่มีกลิ่นหอมยั่วยวนเหลือเกิน แต่ทำอย่างไรได้ เมื่อความง่วงมีอำนาจเหนือกว่าความหิว เราจึงละจากมื้ออาหารค่ำรสอร่อยก่อนเวลา
    คืนสุดท้ายบนท้องทะเลอ่าวไทยของฉัน เต็มไปด้วยความสุข ที่แซมด้วยความแสบร้อน และเหนื่อยล้า แต่ฉันเชื่อว่าการเดินทางที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่คาดไม่ถึง ลำบากบ้าง สบายบ้าง จะยิ่งทำให้มีเรื่องราวที่น่าจดจำ และยังทำให้สมาชิกในทริปมีความกลมเกลียวกันมากขึ้นอีกด้วย แตกต่างกับการเดินทางที่ราบเรียบ อยู่ในกรอบของเวลาจนเกินไป จนไม่เปิดโอกาสให้ความบังเอิญ หรือปัญหาเข้ามาทักทายผู้ร่วมเดินทางบ้าง การเดินทางนั้นก็จะไม่เป็นที่น่าจดจำ ดังเช่นการเดินทางของฉันในหมู่เกาะอ่างทองครั้งนี้ ทำให้ฉันได้พบเจอกับลำบากหลาย ๆ อย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มั่นใจได้ว่า เมื่อฉันนำประสบการณ์เหล่านี้กลับมาเล่าขานใหม่อีกครั้ง ความสุขจากการเดินทางที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยนี้จะยังชัดเจน เหมือนเรื่องราวเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้อย่างแน่นอน





 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤษภาคม 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : พระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตต์
  • เรื่องจากปก : ตรีชฎา เพชรรัตน์ กับ ชีวิตพลังบวก
  • Business : ถอดมุมมองธุรกิจในยุค New Normal...ผ่านวิสัยทัศน์ของโบ๊ทพัฒนา
  • Business : Days Inn Patong Beach บัดเจ็ตโฮเท็ล มารตฐาน 5 ดาว
  • ห้องรับแขก : ผศ. ดร. ศักดิ์ชาย เพชรช่วย กับบทบาทครูนักดาราศาสตร์ไทย

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink