ตะลอนแดนซามูไร สำรวจเกาะเอโนะชิมา เส้นทางคามาคุระ
Text size:
By กองบรรณาธิการภูเก็ตบูลเลทิน
Bookmark and Share


    สวัสดีคร้าบ กลับมาพบกันอีกครั้งกับรายการ ตะลอนไปกับไทตะลอน ผู้พิสมัยกับการใช้ชีวิตในการเดินทางเพื่อค้นพบค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ตั้งแต่ไทตะลอนเข้ามานั่งแท่นในคอลัมน์นี้ ส่วนใหญ่มักนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทย แต่ในฉบับนี้ ขอพาตะลอนไปต่างแดนมั่ง จากครั้งก่อน ไทตะลอนเคยพาทุกท่านไปเที่ยวต่างแดนครั้งแรกยังประเทศสิงคโปร์กับงาน Toy Show เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว มาในปีนี้ จึงขอใช้สิทธิ์ธันวาหรรษา พาทุกท่านลัดฟ้าไปเที่ยวญี่ปุ่นกันครับ

    “ญี่ปุ่นเหรอ ไทตะลอนไปอยู่ที่ไหนมา เขาไปเที่ยวกันจนปรุแล้วจ้า... ฮอกไกโด โอซากา หรือว่า โตเกียว หนังสือนำเที่ยวมีเยอะแยะ และถ้าบอกว่าจะพาไปเที่ยวโตเกียวละก้อ โอ้ยย ยิ่งแย่ไปใหญ่ ไทตะลอนสุดแสนจะบ้านนอก โตเกียวคนไปกันเกลื่อนกล่น ตลาดชอปปิ้งอาเมะโยโกะ สถานีรถไฟอูเอโนะ วัดอาซากุซะ อากิฮาบาระ ชินจูกุ เขารู้กันหมดล่ะจ้ะ...” แหม แหม แหม ใจเย็น ๆ ครับ คุณผู้อ่าน ถ้าติดตามไทตะลอนมานาน คงรู้ว่าผมมีวิญญาณตุ่นขุดรูขนาดไหน อะไรที่คนอื่น ๆ เขาไปไทตะลอนไม่สน แต่อะไรที่เขาไม่ไป ไทตะลอนเอา ว่าแล้วไทตะลอนก็กางแผนที่โตเกียว เที่ยวค้นหาที่ไหนกันหนอที่คนไทยไม่ค่อยไป เอาเป็นว่านับจากนี้ไปหลายตอน ไทตะลอนขอเชิญทุกท่านมาพบกับมุมมองใหม่ของญี่ปุ่นว่าที่จริงแล้ว ญี่ปุ่นมีอะไรให้น่าค้นหาเยอะแยะมากมาย พร้อมแล้ว ตีตั๋วแล้วเดินทางไปด้วยกันครับ...


    
เส้นทางท่องเที่ยวสาย เอโนะชิมา-คามาคุระ


    เส้นทางแรกที่อยากแนะนำให้ทุกท่านรู้จัก เป็นเส้นทางสาย หาดทราย สายลม แสงแดด ที่ผสมผสานกับ แดนธรรมะเน้นไหว้พระได้อย่างลงตัว เส้นทางสายนี้คือ การท่องเที่ยวทางรถไฟโดยมีจุดหมายไปยังเกาะเอโนะชิมาและเมืองคามาคุระครับ สำหรับเมืองคามาคุระนักท่องเที่ยวชาวไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับพระใหญ่ไดบุสึ ซึ่งส่วนใหญ่พวกเรามักจะเลือกเดินทางจากโตเกียวมายังคามาคุระเพื่อสักการะพระใหญ่แล้วก็กลับ แต่เดี๋ยวก่อน เส้นทางสายนี้ยังมีตัวเลือกนะครับ การท่องเที่ยวญี่ปุ่นเขาฉลาดสุด ๆ ทำแคมเปญจับคู่เส้นทางท่องเที่ยวหลักกับเส้นทางท่องเที่ยวรองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่รู้จักแล้วนำมาเป็นจุดขายเป็นโปรแกรมรถไฟทัวร์เดินทางง่ายถึงได้รวดเร็ว แถมราคาไม่แพงอีกต่างหาก นอกจากนี้ บัตรโดยสารรถไฟยังสามารถใช้เป็นบัตรเบ่งเพื่อขอส่วนลดในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้อีกด้วยว่าแล้ว เส้นทางท่องเที่ยวสาย เอโนะชิมา-คามาคุระ เอ๋ย เราขอเลือกเจ้านะ

    สำหรับการเดินทางภายในโตเกียวผมขอผ่านไปนะครับ คิดว่าข้อมูลเบื้องต้นในการเดินทางตั้งแต่จากไทยไปญี่ปุ่น จนถึงการเดินทางภายในกรุงโตเกียวน่าจะหาอ่านได้ไม่ยาก แต่หลังจากนี้ เชื่อแน่ว่ายังไม่มีใครมาบุกเบิกเส้นทางนี้แน่นอน การเดินทางไปยังเมืองคามาคุระเพื่อไปกราบพระใหญ่ หรือ การเดินทางรวบยอดเอโนะชิมา - คามาคุระ ให้เราไปเริ่มต้นที่สถานีรถไฟชินจูกุนับเป็นจุดที่ง่ายที่สุดครับโดยพนักงานขายตั๋วแสนดี รู้ทันทีเมื่อถาม เพราะความตั้งใจแต่แรกผมอยากเที่ยวแค่ เอโนะชิมะ ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ทางทิศใต้ของกรุงโตเกียว คุณเธอจึงยื่นแผ่นพับสองทางเลือกมาให้ ทำให้ตัดสินใจไม่ยากกับการเลือกเส้นทาง เอโนะชิมะ-คามาคุระ ที่สามารถเก็บแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่อยากไปได้ครบถ้วนภายในวันเดียว สนนราคาตั๋วเดินทางอยู่ที่ 1470 เยน หรือ ประมาณ 450 บาท ดู ๆ เหมือนแพงนะครับ แต่ค่าตั๋วชุดนี้ รวมค่ารถเดินทางไปกลับ ชินจูกุ เอโนะชิมะ และรถไฟสายโอดาคิวที่พาเราเที่ยวระหว่างเอโนะชิมาและเมืองคามาคุระได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายใน 1 วัน โอ้ว ช่างคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง เพราะแค่ราคาตั๋วขาไปเที่ยวเดียวจากชินจูกุถึงเอโนะชิมาก็ 640 เยน หรือ 192 บาทแล้ว แถมบัตรท่องเที่ยวตัวนี้ยังสามารถใช้เป็นส่วนลดบัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ บนเส้นทางอีกด้วย โดยจุดหมายการเดินทางครั้งนี้ผมต้องการไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเอโนะชิมะ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในแปดพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ดีที่สุดของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงประภาคารเกาะเอโนะชิมะ และพระใหญ่ไดบูสึ และเจ้าบัตรโดยสารรถไฟยังใช้เป็นส่วนลดในการซื้อบัตรเข้าชมสถานที่เหล่านี้ได้อีกด้วย

    
เอโนชิม่า ไมอามีแห่งญี่ปุ่น


    การเดินทางจากโตเกียวไปเอโนะชิมะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงจึงจะถึงสุดแผ่นดินโตเกียว เบื้องหน้าเป็นทะเลกว้างใหญ่ หาดทรายสีเหลืองทองบวกกับเกลียวคลื่นขนาดกลางซัดเข้าสู่ชายฝั่ง วินาทีแรกที่ผมเห็นภาพนี้ ผมคิดถึงบรรยากาศเมืองไมอามี่ รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นมาทันทีซึ่งนับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจมากเพราะคนญี่ปุ่นเขาขนานนาม เอโนะชิมะเป็น ไมอามี่แห่งญี่ปุ่นเหมือนกัน จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากมายมาเล่นน้ำอยู่บริเวณนี้ โดยเฉพาะกิจกรรมหลักที่ทุกคนให้ความสนใจคือ การเล่นวินด์เซิร์ฟและกระดานโต้คลื่น ระหว่างการเดินทอดน่องปล่อยตัวล่องลอยไปกับสายลม แสงแดด ผมเห็นคนญี่ปุ่นแบกกระดานโต้คลื่นหลายคน ยิ่งมองไปยังท้องทะเล ผมเห็นคนจำนวนมากลอยตัวพร้อมกับกระดานโต้คลื่นคู่ใจ รอคลื่นลูกใหญ่ถาโถมเข้ามาและพวกเขาก็ดูสนุกสนานกับการโลดแล่นไปบนยอดคลื่นพร้อมกับกระดานโต้คลื่นของเขา ไม่รู้เหมือนกันว่า การเล่นกระดานโต้คลื่นเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นหรือไม่ แต่แอบคิดในใจว่า แหม คงมีบ้างแหละ แถมชาวญี่ปุ่นอยู่กับคลื่นลมและท้องทะเลอยู่แล้ว คงมีเล่นกันบ้างก่อนชาวต่างชาติตาน้ำข้าวจะเล่นกีฬาชนิดนี้อย่างจริงจังด้วย


    
ตระการตากับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเอโนะชิมะ


    จุดหมายของการเดินทางของผมคือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเกาะเอโนะชิมะ แต่ใช้ชื่อเดียวกันกับเกาะเลย พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเอโนะชิมะ ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดการจัดการด้านการแสดงพันธุ์สัตว์น้ำของญี่ปุ่น ความน่าตื่นตาของที่นี่คือแทงค์ขนาดยักษ์ที่มีฝูงปลานับร้อยจำลองระบบนิเวศทางทะเลของเกาะเอโนะชิมะไว้ ณ ที่แห่งนี้ ราคาเข้าชมค่อนข้างโหดพอควร คือ 2100 เยน หรือ 630 บาทต่อคน แต่เพราะโชคดีเรามีบัตรเบ่ง ค่าเข้าชมจึงเหลือแค่ 1890 เยน หรือ 570 บาทต่อคน และต่อจากนี้ไป ความมหัศจรรย์จึงปรากฏแก่สายตา

    การจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำของเขานับว่า สุดยอดมากเลยครับ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีพื้นที่จำกัด ดังนั้นการจัดสรรพื้นที่ต้องออกแบบให้ดีที่สุด อาคารพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเอโนะชิมะถือว่าเล็กมาก ถ้าเทียบกับพื้นที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบ้านเราบางแห่ง เอโนะชิมะนี่จิ๋วไปเลย แต่การจัดตู้ปลาต่าง ๆ ขอบอกว่าบ้านเราอายครับ ตู้ใหญ่ของเขาจัดแสดงทั้งพื้นที่ริมฝั่ง ไล่ระดับไปจนถึงพื้นที่ทะเลลึก ฝูงปลามากมายในตู้อยู่กันอย่างมีความสุข ปลาที่ถือเป็นจุดเด่นสำคัญคือ ปลาซาร์ดีน หรือปลากระป๋องบ้านเรานี่แหละครับ เขาไม่ได้เอาใส่แค่ร้อยสองร้อยตัว แต่นี่ฝูงปลาซาร์ดีนนับหมื่นตัวแข่งกันสะท้อนแสงไฟเป็นประกายระยิบระยับดั่งอัญมณีแห่งท้องสมุทร ในพริบตา ฝูงปลาซาร์ดีนต่างพากันว่ายแยกจากกันเป็นสองกลุ่ม เพราะเจ้าฉลามขนาดใหญ่ว่ายทะลุกลางฝูงซาร์ดีนออกมา ส่วนตู้โดยรอบเป็นตู้จัดแสดงฝูงปลานานาชนิด โลกใต้ทะเลลึก และที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของสถานที่นี้คือ ตู้จัดแสดงแมงกะพรุนที่จัดแสงไฟให้ประดุจว่าเจ้าแมงกะพรุนน้อยล่องลอยในอวกาศ ผมใช้เวลาท่องไปในโลกใต้ทะเลอันแสนมหัศจรรย์นี้ร่วมสามชั่วโมง เพราะทุกอย่างดูน่าตื่นตาตื่นใจจนไม่อยากจากไปไหนเลย ถ้ามีโอกาสมาอีกครั้งผมขออยู่ข้างในนี้ทั้งวัน เอาให้เต็มอิ่ม เพราะสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลรอบประเทศญี่ปุ่นถูกนำมารวมไว้ ณ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเอโนะชิมะแทบจะทั้งหมดแล้ว


    
ไหว้พระ ไดบุสึ


    จุดหมายสุดท้ายในการเดินทางวันนี้ ผมตั้งเป้าไปเยี่ยมเยือนพระใหญ่ไดบุสึแห่งวัดโคโตคุอิน ซึ่งผมยังคงใช้บัตรเบ่งในการเดินทาง แต่รอบนี้เราเดินทางด้วยรถไฟสาย Local ซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นดีครับ การเดินทางจากเอโนะชิมะเรานั่งรถไฟตรงลิ่วมาลงสถานี ฮาเซ นะครับ ไม่ใช่ไปถึงเมืองคามาคุระ รับรองไม่เจออะไรแน่ จากนั้นเมื่อลงที่สถานีฮาเซะแล้ว ให้เราเดินไปตามถนนที่มุ่งตรงไปยังภูเขา เดินแค่พอเหงื่อตก วัดโคโตคุอินตั้งตระหง่านขวางหน้าเราอยู่ เมื่อเดินเข้าไปข้างใน บรรยากาศร่มรื่น แม้ผู้คนมากแต่ก็มีระเบียบเรียบร้อย ไม่มีใครส่งเสียงดัง พระใหญ่ไดบุสึ หรืออีกชื่อหนึ่งที่คนมักไม่ใคร่รู้จักคือ พระอมิตตาพุทธ เนียวยุราอิถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1252 โดยมีความใหญ่เป็นอันดับสองในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรูปแบบขององค์พระนี้จำลองมาจากพระใหญ่แห่งวัดโทไดจิแห่งเมืองนารา ซึ่งในครั้งแรกสร้างขึ้นจากไม้ในปี ค.ศ.1242 มีความสูงถึง 24 เมตร ต่อมาวัดโตโตคุอินต้องพบกับภัยธรรมชาติคือพายุไต้ฝุ่นจนองค์พระได้พังทลายลงมา ชาวบ้านจึงเรี่ยไรเงินกันสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ.1252 โดยครั้งนี้สร้างจากสำริดมีขนาดความสูงลดลงเหลือ 13.35 เมตร แต่มีน้ำหนักมากถึง 95 ตัน โดยภายในองค์พระนั้นกลวงและเปิดให้คนเดินเข้าไปชมภายในได้ การท่องเที่ยวภายในบริเวณวัด นอกจากการสักการะพระใหญ่ไดบุสึแล้ว โดยรอบยังมีของที่ระลึกจากทางวัดเป็นเครื่องรางและรูปจำลององค์พระจำหน่ายอีกด้วย ส่วนทางเข้าวัดมีอนุสรณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นคือ ต้นสนสามต้น โดยแต่ละต้นนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปลูกไว้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1902(พ.ศ.2445) เมื่อครั้งที่พระองค์ยังคงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ถัดมาเป็นต้นสนที่ทรงปลูกโดย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1931 (พ.ศ. 2474) และต้นสุดท้ายทรงปลูกโดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ในวันที่ 25 กันยายน ค.ศ.1987 (พ.ศ. 2530) เมื่อครั้งยังคงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร

    หนักหนาสาหัสกว่าอะไรทั้งปวงคือ ทางเดินกลับบ้านนี่ซิครับ มันเต็มไปด้วยร้านขนมเยอะแยะประดามี ขนมบางอย่างหาซื้อได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น เช่นขนมสอดไส้รูปพระใหญ่ (ลองมาทำขนมโดยมีพิมพ์เป็นพระใหญ่ภูเก็ตดูไหมครับ ฮึ ฮึ ไม่อยากจะคิด) ขนมดังโงะที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวปั้นเหมือนลูกชิ้นราดซอสรสเค็มหวาน ขนมกรุบกรอบเซมเบ้ราดซอสรสเค็มห่อด้วยสาหร่ายกลิ่นหอมกรุ่น ตัวขนมแข็งเป๊กเอาไว้ทดสอบความแข็งแรงของเหงือกและฟันของคนกินระยะทางแค่ 400 เมตร ผมจอดกินทุกสิ่งที่ขวางหน้าแถมยังซื้อกลับมากินต่อที่เมืองไทย ถือว่าการเดินทางท่องเที่ยว เอโนะชิมะและคามาคุระครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่ที่อยากให้ทุกคนลองมาสัมผัสกัน

    แน่นอนครับการผจญภัยในเมืองญี่ปุ่นยังไม่จบเพียงแค่นี้ ยังมีสถานที่น่าสนใจ ลึก ลับ ซ่อนเร้น อีกหลายแห่งที่รอเราไปค้นหา ตั้งตารอนะครับ ฉบับหน้าพบกัน…

    สามารถดูเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ได้ ผ่านทาง youtube Channel ช่อง Taitalon หรือค้นหาด้วยคำว่า ตะลอน On Japan ตอนพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเอโนะชิมะ และ พระใหญ่ไดบุสึได้นะครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีคร้าบบบ







 เรื่องอื่น ๆ







Comment Form

ดึงภาพจากระบบ

(required)

Code


นิตยสารภูเก็ตบูเลทิน
พฤษภาคม 2561
  • 75 ถนนภูเก็ต : พระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตต์
  • เรื่องจากปก : ตรีชฎา เพชรรัตน์ กับ ชีวิตพลังบวก
  • Business : ถอดมุมมองธุรกิจในยุค New Normal...ผ่านวิสัยทัศน์ของโบ๊ทพัฒนา
  • Business : Days Inn Patong Beach บัดเจ็ตโฮเท็ล มารตฐาน 5 ดาว
  • ห้องรับแขก : ผศ. ดร. ศักดิ์ชาย เพชรช่วย กับบทบาทครูนักดาราศาสตร์ไทย

















Copyright© 2005 - 2018 phuketbulletin.co.th, All rights reserved 
Weblink