Home | Back Issue | Membership | Bulletin Club   

เกาะยาวโฮมสเตย์ เสน่ห์แห่งวิถีชีวิต Text size:
By สุขศรี
http://localhost/bul/magazine/view.php?id=79

Photo : พฤษดีย์ ศรีนุ่น
สั่งพิมพ์ส่งเมล์แนะนำเพื่อน
Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์
Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์
Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์
Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์ Koh Yao Homestay , เกาะยาวโฮมสเตย์
คำว่า “ท่องเที่ยว” ในสมัยนี้ อาจไม่ได้หมายถึง การออกนอกบ้านเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในการพักผ่อน อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังหมายรวมถึงการออกไปเรียนรู้โลกกว้าง ผ่านวิถีชีวิตแบบต่างๆ ของผู้คน ในพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป และการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า การท่องเที่ยวแบบสัมผัสวัฒนธรรมชนบบท ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่เกิดขึ้น เพื่อรองรับความหมายดังกล่าว
ที่เกาะยาวน้อย (อำเภอเกาะยาว)จังหวัดพังงา ก็เป็นอีกที่หนึ่ง ซึ่งมีการจัดการการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ขึ้น โดยเป็นการรวมตัวกันของชาวบ้าน ภายใต้ชื่อ กลุ่มเกาะยาวโฮมสเตย์ มีภราดร บุตรละคร หนุ่มเมืองตรัง ที่เข้ามาใช้ชีวิตในเกาะยาวน้อยนานกว่า 7 ปี เป็นผู้ริเริ่มในการก่อตั้ง
“ช่วงที่มีกระแสการท่องเที่ยวเข้ามาที่เกาะยาวน้อยมากๆ ผมและพวกชาวบ้านก็มานั่งคิดกันว่า เราจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวนั้นด้วย เพราะจริงๆ แล้ว การที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว พวกเขาก็เข้ามาในที่ที่พวกเราอยู่ พวกเราอาศัยและใช้ชีวิตกันอยู่แล้ว การที่นายทุนเข้ามาสร้างโรงแรมหรือรีสอร์ท ตรงนั้น ชาวบ้านอาจได้ผลประโยชน์แค่ได้ไปทำงานในนั้น แล้วทำไมเราไม่พัฒนาการท่องเที่ยวของเราขึ้นมาเอง เพื่อที่ว่าจะสามารถกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนของเรา เพื่อนบ้านของเรา ทำไมเราไม่ทำบ้านที่เราอยู่กันเป็นประจำ ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาอยู่กับเรา ทำไมเราไม่ทำกับข้าวที่เรากินกันเป็นประจำให้มากขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมกับเรา คิดได้ตรงนั้น ผมก็พยายามศึกษาโฮมสเตย์ในรูปแบบต่างๆ แล้วพัฒนาขึ้นมา”
ภราดร เล่าว่า เริ่มแรกเขาก็ศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งหนังสือ อินเตอร์เน็ต แล้วก็สอบถามความเห็นจากเพื่อนบ้านในชุมชนว่าจะอยากจะมีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ ครั้งแรกนั้นสามารถรวบรวมเพื่อนบ้านในชุมชน ม. 5 ได้ประมาณ 15 หลัง และเริ่มทำการท่องเที่ยวแบบดังกล่าว โดยให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักในบ้านของชาวบ้าน และมีการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยว พานักท่องเที่ยวไปชมวิถีชีวิตของชาวเกาะยาวน้อยในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในระยะแรกเพื่อนร่วมชุมชนคนอื่นๆ ยังไม่ให้ความสนใจมากนัก เนื่องจากยังไม่แน่ใจ แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักมากขึ้น และมีการบอกต่อกันไปเรื่อยๆ จนกลุ่มเกาะยาวโฮมสเตย์ได้การรับตราสัญลักษณ์โฮมสเตย์มาตรฐานไทยและเป็นโฮมสเตย์ต้นแบบ ปี 2547 ประกันมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย จากสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ทำให้ชาวบ้านคนอื่นๆ หันมาให้ความสนใจเข้าร่วมในกลุ่ม จนปัจจุบันนี้มีจำนวนบ้านพักในกลุ่มถึง 18 หลัง


“การทำโฮมสเตย์ไม่ใช่ว่ามีบ้านเพียงอย่างเดียวแล้วจะทำได้ สิ่งที่สำคัญ คือใจของเจ้าบ้านด้วย ว่ามีความพร้อมหรือไม่ พร้อมที่จะต้อนรับ พร้อมที่จะบริการ พร้อมที่จะเอื้ออารีเป็นมิตรกับแขกผู้มาเยือนหรือไม่ เมื่อเจ้าของบ้านแสดงความจำนงว่าอยากจะเข้าร่วมในโครงการ เราจะต้องให้เจ้าหน้าที่จากสำนักพัฒนาการท่องเที่ยวมาประเมิน ว่าบ้านหลังนั้นผ่านมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยหรือไม่ เมื่อผ่านแล้ว ทางสำนักงานฯ ก็จะออกประกาศนียบัตรให้ และบ้านหลังนั้นก็สามารถเข้าร่วมในโครงการได้ และจะมีการประเมินผลอีกทุก 2 ปี ซึ่งบ้านหลังนั้นจะต้องมีมาตรฐานเท่าเดิม หรือดีขึ้น ถ้าหากไม่ดี ก็อาจจะไม่ผ่านการประเมิน เพราะฉะนั้นบ้านที่เข้าร่วมโครงการทุกหลังจะต้องพยายามรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้ให้ได้”
ภราดร เล่าต่ออีกว่า ในการจัดทำการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ของกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 40 คน จะมีการทำงานอย่างเป็นระบบ คือ จะมีฝ่ายการตลาด ซึ่งทำหน้าที่เผยแพร่การท่องเที่ยวดังกล่าวให้คนภายนอกได้รับรู้ โดยการจัดทำเวปไซต์ www.kohyaohomestay.com ขึ้น และเมื่อมีนักท่องเที่ยวติดต่อเข้ามา ทางกลุ่มจะมีคนคอยประสานงานให้ทุกเรื่อง ตั้งแต่การเดินทาง การให้ข้อมูลการท่องเที่ยว หรือการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวในแต่ละวัน หรือแม้กระทั่งกฎระเบียบต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวควรรู้ เช่น การห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปดื่มในบ้าน เพราะเป็นกฎของชุมชนมุสลิม เป็นต้น และเมื่อนักท่องเที่ยวมาถึงเกาะยาวก็จะมีเจ้าของบ้านที่คอยให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง หลังจากนั้นก็จะมีฝ่ายท่องเที่ยวที่คอยเป็นไกด์นำนักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมวิถีชีวิต หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเกาะยาว ซึ่งจุดนี้เอง ที่เป็นการเข้าถึงกันระหว่างนักท่องเที่ยวและชาวบ้านในชุมชน
“เราจะมีโปรแกรมท่องเที่ยวต่างๆ หลายรูปแบบ เราก็ให้นักท่องเที่ยวเลือกตามที่เขาชอบ ส่วนใหญ่ก็พาไปชมวิถีชีวิตชาวบ้าน การทำประมง การเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลาในกระชัง การวางอวนกุ้ง อวนปู การทำอวน ทำแห หรือพาไปตามกลุ่มของชาวบ้านที่เขารวมตัวกันทำอาชีพต่างๆ เช่น ทำผ้าบาติก ทำขนม ทำสินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือบางทีก็พาไปเยี่ยมชมสวนชมไร่ของชาวบ้าน ไปดูลิงขึ้นมะพร้าว ไปกินผลไม้สดๆ ในสวน ซึ่งส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะชอบมาก เพราะทุกอย่างเป็นวิถีชีวิตจริงๆ ที่ชาวบ้านปฎิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่มีการแต่งเติมเสริมแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างภาพให้นักท่องเที่ยวเห็นแต่อย่างใด และเวลานักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมตามกลุ่มต่างๆ ของชาวบ้านถ้าเขาสนใจสินค้า เขาก็ซื้อ หรือบางที่ที่ไม่ใช่สินค้า อย่าง ที่ทำอวน ทำลอบดักปลา นักท่องเที่ยวบางคนเขาก็ให้เงินสนับสนุนเป็นค่าความรู้ ค่าวิทยากร ซึ่งทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวกระจายออกไปสู่ชุมชน ชาวบ้านเองเขาก็ดีใจที่มีคนไปเยี่ยม ไปทักทายเขาถึงสวนถึงไร่ อย่างบางคนดีใจ ผมพานักท่องเที่ยวไปกินน้ำมะพร้าว เขาถูกใจ เขาก็ให้ทีเดียวเยอะ แถมผ่าให้กินด้วย”
ทางด้านจ๊ะเราะห์ หนึ่งในเจ้าของบ้านโฮมเสตย์ ของกลุ่มเกาะยาวโฮมสเตย์ ผู้ซึ่งนำบ้านเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ครั้งแรกแรกเริ่มเล่าว่า ตนเองรู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวแบบดังกล่าว “จ๊ะ ( ภาษาอิสลามคือพี่) ก็รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ชาวบ้านในชุมชนของเราเอง มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น และจ๊ะเองก็รู้สึกดีในที่เห็นนักท่องเที่ยวมาพักแล้ว เขามีความสุข บางคนมาแล้ว ก็กลับมาอีก บางคนมาปีละ 3 ครั้ง เวลาเขามาพัก เราก็ต้อนรับอย่างดี แล้วเราก็ไม่ได้แต่งบ้านให้เหมือนกับที่พักทั่วไป คือ ทำให้เหมือนบ้านของเราอยู่เอง เพียงแต่แบ่งห้องให้เขานอน เราเองก็นอนในห้องของเรา พอตอนเย็นนักท่องเที่ยวกลับมา เราก็ทำอาหารไว้เตรียมต้อนรับเขา บางคนถาม ทำไมกับข้าวเยอะมาก กุ้งหอยปูปลา เต็มไปหมด จริงๆ แล้วที่ทำก็เป็นกับข้าวที่พวกเรากินกันแบบนี้ทุกวันอยู่แล้ว เพียงแต่ทำให้เยอะขึ้น กินกันหลายคนสนุกดี นักท่องเที่ยวมาเรียนรู้เรา บางทีเราเองก็เรียนรู้เขาเหมือนกัน”
และจากการที่กลุ่มเกาะยาวโฮมสเตย์ ได้จัดการเรื่องการท่องเที่ยวแบบดังกล่าวมาเป็นเวลากว่า 5 ปี และสามารถสร้างมาตรฐานในเรื่องการท่องเที่ยวจนเป็นที่ยอมรับจากบุคคลภายนอก จึงทำให้ชื่อเสียงของกลุ่มเลื่องลือออกไปสู่ภายนอก จนระยะหลังมีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมไปถึงจากต่างประเทศจองคิว เพื่อมาร่วมท่องเที่ยวโฮมสเตย์ที่เกาะยาวน้อยแห่งนี้ และที่สร้างความปลื้มปิติให้กับกลุ่มเกาะยาวโฮมสเตย์ และชาวบ้านในอำเภอเกาะยาว คือ การมีโอกาสได้ต้อนรับบุคคลสำคัญระดับประเทศ และระดับโลก ในหลายๆ ครั้งด้วยกัน อาทิ การเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยคณะกรรมการรางวัลเจ้าฟ้ามหิดลเพื่อเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชุมชนเกาะยาว เมื่อ วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 รวมถึงการเสด็จมาเยือนของคณะราชินี H.M. QUEEN SANGAY CHODEN WANGCHUCK และ เจ้าหญิง EEUPHELMA WANGCHUKจากประเทศภูฏาน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550
ท้ายสุด ภราดร ในฐานะผู้ประสานงานของกลุ่มเกาะยาวโฮมสเตย์ เกาะยาวน้อย ฝากบอกว่า เมื่อเลือกที่จะมาท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์แล้ว นักท่องเที่ยวควรจะต้องเคารพและปฎิบัติตามกฎระเบียบของชุมชนในกฎ หรือข้อควรปฏิบัติ ที่เจ้าของบ้านแนะนำไว้ เพื่อที่ว่าจะทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น และจะให้การท่องเที่ยวครั้งนั้น เป็นการท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้และสัมผัสวัฒนธรรม รวมทั้งวิถีชีวิตอย่างแท้จริง


Copyright© 2007 Phuket Bulletin, All rights reserved